สัตว์เคี้ยวเอื้อง (Ruminant)

พศิน ประดับมุข สร้างกิมมิค “ชีวิตบนหลังควาย” – ปศุศาสตร์ นิวส์

เด็กหนุ่มจากรั้วธรรมศาสตร์ ปฏิเสธการทำงานรับราชการ มุ่งสู่วิถีเกษตรที่ตัวเองเลือกเดิน ท่ามกลางข้อกังขาของชาวบ้าน “บ้าหรือเปล่า งานดีๆ ทำไมไม่ทำ มาเลี้ยงควายทำไม” เพื่อพิสูจน์ความเชื่อและความฝัน บวกกับการมีรายได้ สร้างครอบครัว ตอกย้ำในสิ่งที่เขาเลือกและทำให้สำเร็จบนความสุขที่แท้จริง

คุณพศิน ประดับมุข หรือ อู๋ เด็กรัฐศาสตร์ จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ก้าวข้ามชีวิตวุ่นวายในเมืองกรุง ผันตัวสู่การทำอาชีพ “เลี้ยงควาย” ภายใต้ชื่อ “ลำตะโคง ฟาร์มควายไทย” เลขที่ 39 หมู่ 12 บ้านโนนเกตุ ต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อแม่ก็เป็นเกษตรกร แต่ท่านก็สามารถเลี้ยงเราและส่งให้เรียนจนจบปริญญาได้ ซึ่งการทำเกษตรนั้นไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากมหาลัยเพียงอย่างเดียว มีช่องทางในการเรียนรู้อีกมากมายที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต

เหตุผลที่ทำอาชีพ “เลี้ยงควาย”

คุณอู๋ เล่าว่า ที่บ้านเคยทำอาชีพมาหลายอย่าง เลี้ยงหมูก็เคย เลี้ยงไก่ก็เคย พอถึงเวลาขายราคาก็ไม่ดี พืชไร่ก็เช่นกัน บางปีฟ้าฝนไม่เป็นใจ ผลผลิตที่ได้ก็แย่ตามไปด้วย ฉะนั้นมองว่าอาชีพเลี้ยงควายมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งการใช้แรงงานที่น้อย เลี้ยงง่าย โตไว กินหญ้าเป็นอาหารและเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย อีกทั้งยังสามารถส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้ จึงมองว่าอาชีพเลี้ยงควายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้

“ช่วงแรกรู้สึกเครียดเหมือนกัน ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง และถามตัวเองว่ามีเป้าหมายอะไรในชีวิต บางครั้งค้นหาตัวเองไม่เจอว่าชอบอะไร แต่เมื่อกรอบของสังคมพยายามบีบคั้นให้เราเป็นในแบบอย่างหรือความคิดของคนอื่น เช่น คุณต้องรับราชการจะได้มีชื่อเสียงและหน้าตาในสังคม ส่วนอาชีพเกษตรกลับเป็นอาชีพที่ทุกคนบอกว่าอย่าทำเลย เป็นเกษตรกร มันเหนื่อย มันลำบาก ซึ่งความเป็นจริง คิดว่ามันไม่ใช่ เพราะผมก็เติบโตมาจากอาชีพเกษตร พ่อแม่ทำไร่ ทำสวน ก็สามารถส่งเรียนมหาลัยดีๆได้ อีกอย่างเป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งคิดว่าอยู่ที่ใจด้วย”

อายุน้อยไปหรือไม่? กับเส้นทางสายเกษตร

“ผมคิดว่าการทำอาชีพทุกอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่า บางคนคิดว่าอายุ 40 – 50 ค่อยเลี้ยง ถ้าเราเริ่มก่อนจะทราบปัญหาและเข้าใจได้ก่อน อีกอย่างสามารถเรียนรู้ได้จากผู้ที่มีประสบการณ์ พร้อมกับเรียนรู้ด้วยตนเองก็จะทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น”

เมื่อถามถึงบททดสอบที่ท้าทายได้รับคำตอบว่า หลังจากเรียนจบได้ช่วยที่บ้านทำไร่ข้าวโพดที่ปลูกไว้ประมาณ 200 ไร่ และมันสำปะหลังอีก 100 ไร่ รู้สึกเหนื่อยจนเกือบถอดใจ ถามตัวเองว่าทำไมไม่ไปทำงานบริษัทแบบสบายๆ ไม่ร้อน ไม่เหนื่อย แต่คิดอีกมุมหนึ่งว่าถ้าทำเกษตรแล้วได้ผลผลิตดี ราคาดีก็สามารถหาเงินได้เป็นล้าน ในขณะเดียวกันหากทำงานบริษัท ถ้าต้องการหาเงินหนึ่งล้านบาท ต้องมีเงินเดือนละ 70,000 – 80,000 บาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะจ้างเด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์ แต่ถ้าทำเกษตร ขยันและอดทนเราก็ได้

“ในวันที่รู้สึกท้อ พ่อแม่จะอยู่เคียงข้างและคอยให้คำปรึกษา บอกเสมอว่าพ่อแม่ก็ทำเกษตรเหมือนกันก็ยังสามารถเลี้ยงลูกให้สุขสบาย ส่งเรียนในที่ดีๆ ได้ อีกคนหนึ่งก็คือแฟนที่คอยให้กำลังใจเสมอ และคุณยายจะพูดเสมอว่า ขยันมากก็ได้มากนะลูก”

คุณพศิน ประดับมุข

คุณค่าชีวิต บนพื้นฐานคำว่า “เกษตรกร”

ชีวิตมีความสุข สำหรับคุณอู๋แล้วคือการทำงานที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ หากรับราชการบางอย่างที่เขาคิดก็ไม่สามารถทำได้เต็มตัว แต่หากเป็นเกษตรกรสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเจ้านาย หรือคำสั่งจากบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า

“การที่ก้าวมาถึงตรงจุดนี้ สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือ การเอาชนะใจตัวเอง ถ้าเราไม่สามารถเอาชนะใจตัวเองได้ก็ไม่ก้าวข้ามความคิดและกระแสสังคม ผมก็อาจเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่ง หรือทำอาชีพอื่นที่ไม่มีควายมาเลี้ยงอย่างทุกวันนี้ อีกอย่างคิดว่าอาชีพนี้สามารถเป็นมรดกส่งต่อให้รุ่นลูก รุ่นหลานได้”

พอมาเลี้ยงควายเต็มตัว มองว่าเป็นอาชีพที่ตอบโจทย์หลายด้าน แต่สิ่งที่ได้แน่นอนที่สุดคือความสุข มีอิสระ สุขภาพ และสิ่งสุดท้ายที่ทุกคนต้องการก็คือ ผลตอบแทน ซึ่งทุกคนมีความต้องการเงินอยู่แล้ว ซึ่งการเลี้ยงควาย เป็นอาชีพที่ไม่หวือหว๋า ขายตัวละ 10,000 – 20,000 บาท แต่ถ้าเราได้ขายตลอดก็ถือว่าดีพอสมควร เพราะต้นทุนการเลี้ยงควายค่อนข้างต่ำ เป็นสัตว์กินหญ้า เลี้ยงง่าย โตไว และขายได้ราคา

ควายว่ายน้ำ เพื่อข้ามฝั่ง
บรรยากาศควายในทุ่งหญ้า

เลี้ยงควายกับเป้าหมาย

ลำตะโคงฟาร์มควายไทย มีเป้าหมายคือ การขยายฝูง หรือที่เรียกว่า “ควายฝูง” โดยคุณอู๋เล่าให้ฟังว่า ฟาร์มของเขานั้นจะต้องมีแม่พันธุ์อย่างน้อย 40 – 50 แม่ เพื่อขยายฝูงให้ได้ตามเป้าหมายที่ 100 ตัว “สาเหตุหนึ่งมองว่าควายเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เลี้ยงเพื่ออนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่าควายจะเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองก็ตาม แต่การเลี้ยงหรือการทำฟาร์ม ควรเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์และเพิ่มประชากรควายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำทั้งการเพิ่มประชากรควาย เพื่อความสวยงาม เลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ และเลี้ยงเพื่อป้อนตลาดเนื้อ โดยลักษณะการเลี้ยง คือ พื้นที่เราสามารถเลี้ยงควายได้ 100 ตัว ก็เริ่มจากการเลี้ยงโดยมีแม่พันธุ์ก่อน จากนั้นก็จะมีควายจำนวนเพิ่มขึ้น ในจำนวนนั้นเราสามารถคัดลักษณะที่ไม่ดีขุนขายได้ หรืออนาคตเราอาจเป็นคนที่ซื้อมาขุนและจำหน่ายออกไป โดยเราเป็นต้นน้ำ มีที่เลี้ยงขุน (กลางน้ำ) สุดท้ายไปจบที่ปลายน้ำคือ การขาย”

การพัฒนาพันธุ์และต่อยอด

หลายคนในวงการที่เลี้ยงควาย ส่วนมากจะเจอปัญหาเดียวกัน คือ ควายในบ้านเราส่วนมากเลือดจะชิด เนื่องจากคนสมัยก่อนจะใช้พ่อพันธุ์ตัวเดียวคุมฝูงเป็นระยะเวลานาน ทำให้ลูกที่เกิดมาตัวเล็ก แคระแกร็น ลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงพยายามหาแม่ควายที่มีขนาดตัวใหญ่เข้ามาพัฒนาในฟาร์มก่อน เช่น ผู้กำกับเอนก เตาสุภาพ (อุทัยธานี) คนดังวงการควาย อย่างแรกต้องทำโครงสร้างให้ใหญ่ ถ้าอยากได้โครงสร้างใหญ่ก็ต้องเริ่มจากการหาแม่ควายที่มีลักษณะโครงสร้างใหญ่ ส่วนสูงประมาณ 140 ซม. ขึ้นไป ส่วนพ่อพันธุ์สามารถหาได้จากกรมปศุสัตว์ หรือหาน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีเข้ามาผสม เราจะได้ลูกที่มีโครงสร้างใหญ่ขึ้น

“ควาย” อาชีพทีเลือก

ตลาดกับแนวคิดของคนรุ่นใหม่

“การสร้างตลาดอาจไม่ใช่เฉพาะการเลี้ยงควายเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างสมัยนี้ทำเป็นอย่างเดียวไม่พอจะต้องขายเป็นด้วย ดังนั้นการสร้างตลาดหรือการที่ทำให้คนรู้จักเยอะขึ้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ตลาดเรามั่นคง ยกตัวอย่างเช่น ที่ผมเลี้ยงควายก็ไม่ได้เลี้ยงโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว ผมรู้จักกับพี่ผึ้ง รวินันท์ฟาร์มฟาร์มควายในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ หรือที่รู้จักกันในนามผู้หญิงเลี้ยงควาย มีอะไรเราจะช่วยเหลือกันตลอด ทุกวันนี้ต้องหาพันธมิตรในการทำอาชีพ เพราะถ้าหากเราทำคนเดียวมันก็ทำได้ แต่การรวมกลุ่มกันจะทำให้เรา เข้มแข็ง และสามารถต่อรองกับสถานการณ์อื่นๆ ได้”

นอกจากนี้อาชีพเลี้ยงควายอาจไม่ได้เลี้ยงเพื่อขายเป็นเนื้อหรือขายพ่อแม่พันธุ์อย่างเดียว อนาคตจะทำเป็นธุรกิจท่องเที่ยวควบคู่ไปด้วย เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ท่องเที่ยวหรือเดินห้างอย่างเดียว แต่มีการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรียนรู้วิถีชีวิตชนบท “ผมมองว่าควายเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจกับคนเมืองมาก ยกตัวอย่างเพื่อนของผม บางคนรับราชการ บางคนทำงานออฟฟิศ ซึ่งในชีวิตจริงเขาไม่เคยเจอควายเลย พอเขาเข้ามาเห็นควายกับกลายเป็นว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น ดูวิถีการดำเนินชีวิตของควายหรือมาขี่ควาย คิดว่าเป็นอีกรูปแบบการท่องเที่ยวหนึ่งที่สามารถดึงดูดคนเข้ามาเที่ยวได้”

“ทุกความสำเร็จนั่นย่อมแลกมาด้วยความยากลำบาก ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานาที่เข้ามา ให้เราเรียนรู้และผ่านมันไปให้ได้ เราจะเติบโตจากปัญหาและอุปสรรค” คุณอู๋ ทิ้งท้าย

#ข้อคิดคนเกษตร

ขอขอบคุณ คุณพศิน ประดับมุข (อู๋) 39 หมู่ 12 บ้านโนนเกตุ ต.ร่อนทอง อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ 31150 โทร. 082-986-2626

Pasusart News
No.1 Livestock Online Magazine in Thailand
http://pasusart.com