สัตว์ปีก (Poultry)

ชัยทร ผิวเกลี้ยง เกษตรกรดีเด่น ผลิต “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” ด้วยระบบอินทรีย์สู่ตลาดอินทรีย์ – ปศุศาสตร์ นิวส์

เอ้กอีเอ้กเอ้ก!!! เสียงไก่ตัวผู้ขันประชันกันประหนึ่งว่าเรียกร้องความสนใจจากตัวเมียตามสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นเสียงที่ดังขึ้นภายใน ฟาร์มไก่ตะเภาทองสุพรรณบุรี เลขที่ 328 หมู่ 2 บ้านหนองแหน ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ หรือที่เรารู้จักกัน “เลี้ยงปล่อยแบบเกษตรอินทรีย์” ของคุณชัยทร ผิวเกลี้ยง หรือคุณโต้ง เกษตรกรดีเด่น ปี 2560 ด้านปศุสัตว์

แต่เอ๊ะ!!! ไก่ตะเภาทอง คือไก่พันธุ์อะไร (ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่) สงสัยกันไหมว่าทำไมต้องเรียกเช่นนี้ คุณโต้งเจ้าของฟาร์มบอกกับเราให้หายสงสัยว่า ไก่ตะเภาทองที่เลี้ยงในฟาร์มต้องมีเกษตรศาสตร์ต่อท้ายด้วย หรือเรียกกันว่า “ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์” ซึ่งเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างไก่พื้นเมืองพันธุ์หนึ่งของไทย นั่นก็คือพ่อพันธุ์ไก่ตะเภาทอง กับไก่แม่พันธุ์สามเหลือง (ซาอึ้ง) ซึ่งเป็นไก่พื้นเมืองของจีน (โอ้โห้!!! ฟังแล้วถึงกับอึ้งเลย ถือได้ว่าเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์กันเลยทีเดียว) จนมีรูปร่างอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีขนสีเหลืองทอง แข้งเหลือง เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนต่อโรคและสภาพอากาศได้ดี ที่สำคัญเนื้อมีความเหนียวนุ่ม ไขมันน้อย กระดูกร่อน และรสชาติอร่อย (ต้องลองถึงจะรู้) สามารถทำอาหารได้หลากหลายเมนูอีกด้วย

คุณชัยทร ผิวเกลี้ยง หรือคุณโต้ง

เมื่อรู้จักไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์แล้ว มาทำความรู้จักกับเจ้าของฟาร์มกันบ้าง คุณโต้งเล่าให้ฟังว่า ตนทำงานประจำอยู่บริษัทหนึ่งในแวดวงปศุสัตว์และมีอาชีพเลี้ยงไก่เป็นอาชีพเสริม (แต่รายได้ชักไม่เสริมแล้วสิ) เพราะพื้นเพเดิมทางบ้านก็ทำเกษตรอยู่แล้ว ทำให้ตนคลุกคลีกับการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์เป็นอย่างดี ประกอบกับเรียนจบด้านสัตวศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา หรือ ราชมงคลหันตรา อยุธยา จนชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “หมอโต้ง” จึงมองหาสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงในเรื่องของคุณภาพเนื้อ จึงได้รู้จักกับอาจารย์สุชาติ สงวนพันธุ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ผู้เชี่ยวชาญด้านไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้แนะนำให้เลี้ยง และขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายลูกไก่

คุณโต้งจึงนำมาทดลองเลี้ยงจำนวน 100 กว่าตัว เพราะคิดว่าสามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ พัฒนาเรื่อยมา จากวันนั้นจนถึงวันนี้ร่วม 4 ปีแล้ว

“ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์เลี้ยงง่ายไม่ยุ่งยาก แข็งแรงโตเร็ว และทนโรค สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ง่าย อีกอย่างลงทุนไม่มาก ไม่เหมือนกับการเลี้ยงไก่รูปแบบอื่นที่ต้องลงทุนทั้งโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยงและระบบต่างๆ อีกอย่างอาหารที่มีในท้องถิ่นจำพวกพืชผักก็สามารถหาให้ไก่กินได้”

ง่ายจัง!!! ฟังดูก็อยากเลี้ยงแล้วล่ะ…แล้ว นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมีอะไรอีกไหม? คุณโต้งอธิบายเพิ่มเติมว่า

ปัจจุบันผู้บริโภคสนใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้เล็งเห็นจุดนี้ว่าตลาดยังเปิดกว้าง ซึ่งไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ที่เลี้ยงในระบบอินทรีย์ สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ โดยเน้นให้เป็นธรรมชาติแต่อาศัยเทคโนโลยีและความรู้มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ทำอย่างไรให้ไก่โตเร็วหรืออยู่กับธรรมชาติได้ดี ไม่เจ็บ ไม่ป่วย และไม่เครียด รวมถึงอาหารที่มีในท้องถิ่นจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เรื่องการควบคุมโรคก็เช่นกัน ต้องทำการพ่นยาฆ่าเชื้อ ทำวัคซีนนิวคาสเซิล + หลอดลม และควบคุมการเข้า – ออกของบุคคลภายนอก เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากขึ้น แต่การเลี้ยงแบบธรรมชาติจะมีข้อดีที่ว่าไก่ที่เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันด้วยตัวของเขาเอง ว่าง่ายๆ ก็คือเขาจะแข็งแรงโดยธรรมชาติ ส่วนการเลี้ยงจะเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน หรือตัวผู้จะมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 2.2 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียจะอยู่ที่ 1.7 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดในการจับขาย

สำหรับโรงเรือนจะแบ่งให้เป็นสัดส่วน มีรั้วกั้นบริเวณจำกัดพื้นที่ตามความเหมาะสมด้วยตาข่าย เพื่อป้องกันสัตว์อื่นๆ เข้าไปกัดไก่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่เดินเล่น คุ้ยเขี่ยอาหาร แปลงหญ้าแบบอิสระ มีที่อยู่อาศัยหลับนอนและพื้นที่กินอาหาร

อัตราการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ 1 ตารางเมตร จะสามารถเลี้ยงไก่ได้ 5-7 ตัว แต่ที่ฟาร์มมีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือมาก ส่วนอาหารก็จะใช้อาหารสำเร็จรูปทั่วไปในสัดส่วน 60-70% ที่เหลือสามารถหาอาหารที่มีในท้องถิ่นจำพวก ผักตำลึง หยวกกล้วย กล้วยน้ำว้า ใบเตย ข้าวงอก หญ้าขน หรือหญ้าเนเปียร์ฯ เป็นต้น สลับกันไป

“สิ่งที่ทำให้ประหยัดต้นทุนของการเลี้ยงไก่สายพันธุ์นี้คือ สามารถใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นทดแทนอาหารได้และยังคงประสิทธิภาพการเจริญเติบโตที่ดี (FCR ต่ำ)”

ปัจจุบันฟาร์มไก่ตะเภาทองสุพรรณบุรีมีพ่อ-แม่พันธุ์แท้จำนวนเกือบ 1,000 ตัวและมีไก่รุ่นใหม่ที่จะมาเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ทดแทนในอนาคตอีกราวๆ 4,000-5,000 ตัว ซึ่งในแต่ละรุ่นสามารถใช้งานได้เกือบ 3 ปี มีอัตราการไข่อยู่ที่ 80%

การฟักไข่

เลี้ยงแล้วจะขายให้ใคร?

ด้วยคุณภาพของเนื้อไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีความเหนียวนุ่ม รสสัมผัสอยู่ระหว่างความรู้สึกทานเนื้อไก่บ้านกับเนื้อไก่ขาว (ไก่ที่จำหน่ายตามท้องตลาด) ทำให้ตลาดมีความต้องการสูง ขณะเดียวกันอัตราการผลิตของฟาร์ม หมอโต้งบอกว่ายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (ลองหามาลิ้มลองกันดูว่าจะฟิน…กันจริงหรือเปล่า) ฉะนั้นที่ฟาร์มจะขยายและปรับปรุงฟาร์มให้มีกำลังการผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการกับผู้บริโภคมากขึ้น ขณะเดียวกันมีแผนจะพัฒนาไก่ขาวพันธุมเพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวของทางฟาร์ม

“ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์”
ไก่ขาวพันธุม

ทว่าความสงสัยยังไม่หมดเท่านี้เลยถามคุณโต้งว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์คืออะไร ก็ได้รับคำตอบว่า “การรักษาคุณภาพให้ได้ นั่นคือสิ่งสำคัญ” เป็นคำตอบที่สั้นแต่ได้ใจความมาก และยังเอ่ยทิ้งท้ายว่า

“ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เป็นไก่เนื้อที่น่าสนใจมากเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ สามารถบริโภคได้ทั้งเด็ก วัยทำงานและผู้สูงอายุ เพราะเลี้ยงแบบอินทรีย์ซึ่งมีความปลอดภัยสูง สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ใช้ฮอร์โมนหรือสารเร่งโต เพราะฉะนั้นคุณภาพเนื้อไก่ที่ได้ก็จะได้จากธรรมชาติ”

#ข้อคิดคนเกษตร
“พอกิน พอใช้ พอประมาณ เหลือจากที่เราทำธุรกิจ เราก็สามารถแบ่งปัน คืนกลับสู่สังคม”

ขอขอบคุณ : คุณชัยทร ผิวเกลี้ยงโทร. 06-3897-9263
Facebook : ฟาร์มไก่ตะเภาทองสุพรรณบุรี-หมอโต้ง 063-8979263

 

Pasusart News
No.1 Livestock Online Magazine in Thailand
http://pasusart.com