ข่าว (News) สุกร (Pig)

5 ปัญหาหลัก​ที่การควบคุมโรค ASF ล้มเหลวในจีนและเวียดนาม – ปศุศาสตร์ นิวส์

กรณีข่าวโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่เผยแพร่ออกมาจากหลายๆ สำนัก​ สามารถสรุปเป็นประเด็นปัญหาหลักที่พบในประเทศที่ควบคุมโรค ASF ไม่อยู่​ ทำให้มีการระบาดต่อเนื่องเกือบทั้งประเทศ​ ได้แก่ประเทศจีนและเวียดนาม​ เพื่อเป็นกรณีศึกษาและใช้เป็นแนวทางในการตั้งรับสำหรับประเทศที่ยังไม่เกิดโรค แต่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง​ได้แก่​ ลาว​ พม่า​ และไทย​ รวมถึงประเทศที่เกิดโรคอย่างกัมพูชาก็ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการระบาดของโรคยังพอที่จะควบคุมได้

5 ปัญหาหลักที่พบในประเทศที่ไม่สามารถควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ได้

1. ไม่รู้ว่าหมูเป็น​โรค ในช่วงแรกๆ​ ที่เกิดโรค ASF ระบาด เกษตรกรหรือคนเลี้ยงหมูไม่รู้ว่า​ หมูที่ป่วยนั้นเกิดจากโรค ASF​ เนื่องจากการสื่อสารให้ความรู้ไม่ได้ลงไปถึงผู้เลี้ยงรายย่อยได้ทั่วถึงทุกคน​ (ในช่วงแรก​แต่พอเกิดโรคในพื้นที่แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขระบบป้องกันโรคของฟาร์มไม่ทัน)​ และอาจมีบางกรณีที่หมูติดเชื้อมีระยะฟักตัว 3-8 วัน ถึงจะแสดงอาการให้เห็น​ ช่องว่างนี้อาจทำให้เกิดการจัดการผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจได้ เช่น​ ส่งหมูที่ติดเชื้อแล้วขายให้ฟาร์มอื่น​ หรือส่งเข้าโรงชำแหละ​ เป็นต้น

ข้อจำกัดด้านการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ​ที่ต้องใช้ความชำนาญและเทคนิควิธีการตรวจที่ถูกต้อง​ ถ้าให้ผลตรวจที่ไม่ตรงกับสถานะจริงๆ ก็อาจสร้างปัญหาจากการเคลื่อนย้ายหมูที่เป็นโรคแต่ยังไม่แสดงอาการออกนอกฟาร์มได้ ดังกรณี​การนำหมูขุน 2,000 กว่าตัว เข้าโรงชำแหละที่มณฑลเหอหนานของจีน​ (เคสที่ 2 ของจีน)​ ทำให้โรคแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในเคสต่อๆ มา​ และล่าสุดก็มีประเด็นการนำหมูติดเชื้อเข้าไปที่โรงชำแหละซ่างสุ่ยของฮ่องกง​ ที่ทำให้จีนต้องทำลายหมูถึง​ 6,000​ ตัว​ เหตุเพราะที่ฟาร์มไม่รู้ว่าหมูติดเชื้อก่อนส่ง​ หรืออาจจะติดระหว่างขนส่งก็ได้​ ถือเป็นตัวอย่างช่องว่างที่ไม่สามารถใช้การดูอาการป่วยและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการในการประเมินได้ 100%

รัฐบาล​ควรออกข่าว​ ทำสื่อประชาสัมพันธ์​ ด้านโรค ASF และการป้องให้เข้าถึงฟาร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ให้ได้ 100%

2. รู้ว่าหมูเป็นโรคแล้วไม่ได้แจ้ง​เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่แจ้งเคสที่สงสัยให้รัฐเข้าไปตรวจสอบ​ กรณีพบหมูป่วยที่สงสัยเป็นโรค ASF​ อาจเพราะกลัวหมูถูกทำลายทิ้งทั้งฟาร์ม​ หรือลดความเสียหายจากการถูกทำลาย​ ​อาจเนื่องมาจากเงินชดเชยได้น้อยกว่าราคาที่ขายตามตลาด (จ่ายประมาณ 60-70% ตามราคา) มีบางเคสที่เกษตรกรรีบเทขายหมู​ เมื่อรู้ว่ามีสุกรสังสัยต่อโรค กรณีนี้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงในประเทศจีนและเวียดนาม​ จนยากที่จะควบคุม

3. แจ้งแล้วไม่มีคนมาจัดการ​ เนื่องจากการระบาดรวดเร็วและเป็นวงกว้าง​ กำลังคนและงบประมาณไม่เพียงพอ ข้อนี้เป็นปัญหาหลักในจีนและเวียดนาม​ ช่วงที่มีการระบาดหนักๆ​ เป็นพร้อมกันหลายจุด เจ้าหน้าที่ดูแลจัดการโรค ASF​ ทำได้ไม่ทั่วถึง​ หรืองบประมาณในการจัดการไม่เพียงพอ​ (เวียดนาม)​ อาจเกิดกรณีที่ทำให้เจ้าของฟาร์มนำสุกรที่ตายจากโรคออกมาทิ้งตามที่สาธารณะ​ ทั้งแม่น้ำลำคลอง​ กองขยะ​ หรือข้างถนน​ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้โรคแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น

4. จัดการหมูป่วย/ตาย​ แบบผิดวิธี (เช่น​ แอบขาย​ หรือทิ้งหมูตายลงแม่น้ำ)​ เกษตรกรนำหมูตายออกไปขายให้ลูกค้าที่มารับซื้อ​ หรือมีการขนย้ายออกไปทิ้งนอกฟาร์ม​ ตามแม่น้ำลำคลอง​ กองขยะ​สาธารณะ​ หรืออาจใช้วิธีฝังในระดับความลึกและความหนาของดินกลบไม่ได้มาตรฐาน​ (ต้องกลบดินสูงจากซากอย่างน้อย 50 เซนติเมตร)​ เป็นต้น​ และส่วนใหญ่การเกิดโรคก็ยังเป็นในระบบการเลี้ยงแบบหลังบ้าน​ ซึ่งมักจะมีพื้นที่จำกัดไม่สามารถฝังทำลายหมูที่ตายเยอะๆ ได้​ หรือบางทีจงใจปกปิด​เพื่อจะได้รีบขายหมูที่ยังไม่แสดงอาการออกไปให้เร็วที่สุด​ ให้ไปตายเอาดาบหน้า​ ดีกว่ามาตายในฟาร์มและได้เงินชดเชยแค่ครึ่งเดียว​ อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้โรคแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วจนยากที่จะควบคุม

นอกจากนี้​ การจัดการโรค ASF ของเอเชีย​ จะแตกต่างจากยุโรปและรัสเซียตรงจุดที่ไม่มี​ Stamping​ out หรือการทำลายหมูทั้งหมดในรัศมี 5​ กิโลเมตรจากจุดที่เกิดโรค​ ซึ่งอาจเกิดจากกฎหมายไม่เข้ม​พอ เงินชดเชยไม่เพียงพอ​ พื้นที่ในการทำลาย/ฝังซากสุกรไม่เพียงพอ (เกิดในฟาร์มใหญ่และพื้นที่ที่มีการเลี้ยงหนาแน่น)​ จำนวนบุคคลากรและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานไม่เพียงพอ และการต่อต้านจากเกษตรกรผู้เลี้ยง​ รวมถึงจากผู้ประกอบการร้านค้า เช่นกรณีที่พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูของฮ่องกงต่อต้านการทำลายหมูติดเชื้อที่โรงชำแหละ​ช่างสุ่ย 6,000 ตัว​ เมื่อวันที่​ 10/5/62​ และการห้ามปิดพักโรงชำแหละ​ สุดท้ายก็ทำให้เกิดโรคในหมูรับเข้ารอชำแหละอีกครั้ง​ ทำให้ต้องทำลายหมูอีก 4,700 ตัว (31/5/62) จากตัวอย่างข้างต้น​ จะเห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ปัญหา​ สร้างความลำบากและอุปสรรคในการจัดการ จนนำไปสู่ความล้มเหลวในการควบคุมป้องกันโรค ASF ในที่สุด

5.​ ไม่มีระบบป้องกันโรคที่ได้มาตรฐาน โรคหมูอื่นๆ สามารถแก้ไขจัดการได้ จบที่ฟาร์ม​ แต่โรค ASF​ นอกจากฟาร์มจะต้องมีระบบการป้องกัน​ควบคุม​โรคที่ดีแล้ว​ (10 ข้อห้าม,+10 ข้อปฏิบัติ) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น​ โรงงานอาหาร​สัตว์ โรงฆ่าสัตว์​ ผู้ผลิตและจำหน่ายยาสัตว์​ เป็นต้น​ ก็ต้องมีระบบป้องกันโรคที่ดีด้วย​ เพราะอาจจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อเข้าสู่ฟาร์มขนาดใหญ่ได้เป็นวงกว้าง​

โรค ASF เป็นโรคที่การป้องกันและแก้ไขปัญหาต้องอาศัยทุกคนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันจริงจัง​ ไม่ใช่เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงหมูอย่างเดียว บุคคลทั่วไปก็ต้องมีส่วนด้วย​ เช่น ประชาชน/นักท่องเที่ยวไม่ทิ้งเศษอาหารไว้ในป่า​ เพราะอาจทำให้หมูป่ามากินแล้วติดเชื้อได้ หรือไม่ให้อาหารกับสัตว์ที่เดินไปมาตามถนน​ บริษัท​ ห้างร้าน​ สนามบิน ให้ความร่วมมือไม่ขายเศษอาหารให้ลูกค้าที่มารับซื้อไปเลี้ยงหมู​ เป็นต้น

โรคนี้เกิดมาเกือบ 100 ปี​ (เคนย่า 2463, OIE) แต่ทำไมมาหนักเอาตอนที่ระบาดเข้าจีน​ และเวียดนาม​ เราควรจะต้องรีบศึกษาทั้งข้อดี​และข้อเสียให้รู้เท่าทัน และหาแนวทางป้องกันและตั้งรับให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ASF​ ไม่เพียงส่งผลกระทบแค่คนเลี้ยงหมูเท่านั้น​ ยังสามารถกระทบกับหลายๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ​ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกัน​ เศรษฐกิจของประเทศก็อาจพังได้เช่นกัน”

ขอบคุณที่มา : CPF Swine Veterinary Service / ภารกิจพิชิต ASF – African swine fever

Please follow and like us:
error132
Pasusart News
Magazine Online ชั้นนำด้านปศุสัตว์
http://pasusart.com