ข่าว (News) สุกร (Pig)

ชี้รัฐบี้ห้องเย็นทำสต็อกหมูลดฮวบ สงกรานต์อาจเจอหมูแพง

อนุกรรมการต้นทุน PIG BOARD ชี้รัฐบี้ห้องเย็นทำสต็อกหมูลดฮวบ สงกรานต์อาจเจอสึนามิหมูแพงหนักกว่าเดิม

ที่ประชุมคณะอนุกรรมการต้นทุนกังวลราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มย่อตัวเร็วในช่วง 2 พระที่ผ่านมา จากห้องเย็นอิสระขยาดสารพัดการสนธิกองกำลังภาครัฐตรวจ กดดันผู้ฝากเร่งระบายออก กระทบความต้องการหมูหน้าฟาร์มเข้าเชือดลดลง และผู้เลี้ยงเร่งขายเกรงขายช้าได้ราคาต่ำลง

การประชุมคณะอนุกรรมการต้นทุนเพื่อพิจารณาการคาดการณ์ต้นทุนการผลิตสุกรไตรมาสที่ 1/2565 เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ มีการปรับปรุงต้นทุนการผลิตไตรมาส 4/2564 และคาดการณ์ต้นทุนการผลิตไตรมาส 1/2565 ดังนี้

การปรับปรุงต้นทุนไตรมาส 4/2564 และการประเมินไตรมาส 1/2565 มีการปรับอัตราการสูญเสียจากเกณฑ์ 8% มาใช้ 20% เพื่อสอดคล้องกับสถานะการณ์โรคระบาดในขณะนี้ ทำให้ Q4/2564 ปรับต้นทุนการเลี้ยงแบบซื้อลูกหมู เป็น 84.44 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนการเลี้ยง

ค่าพันธุ์สัตว์

กรณีซื้อลูกสุกรมาเลี้ยงขุน ที่ ณ ปัจจุบัน(31/1/2565)ราคาที่ 16 กิโลกรัม 3,500 บาทบวกลบ 100 บาทต่อกิโลกรัม อยู่ในระดับที่สูงทำให้ต้นทุนประมาณการเดือนมีนาคม 2565 อยู่ที่ 86.28 บาท เพราะเกณฑ์การคำนวณจะย้อนกลับไปช่วงเข้าขุนสุกร โดยต้นทุนไตรมาสที่ 1/2565 อยู่ที่ 79.70 บาท ผลจากการตั้งต้นค่าพันธุ์สุกรเดือนมกราคม 2565 ที่ประมาณเดือนกันยายน 2564 ที่ระดับ 1,600 บาท บวกลบ 60 บาท ต้นทุนการผลิตสุกรเดือนมกราคม 2565 จึงอยู่ที่ 75.12 บาทต่อกิโลกรัม

ค่าอาหารสัตว์

เป็นค่าใช้จ่ายที่กล่าวถึงทั้งกลุ่มปศุสัตว์อย่างยาวนานตลอดปี 2564 ยาวมาจนถึงปี 2565 โดยหลักจะเป็นราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยสุกรใช้ประมาณ 15% ของสูตรอาหารสัตว์ ที่ปัจจุบันเคลื่อนไหวในช่วง 10.50-11.00 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน โดยต้นปี 2564 เริ่มที่ระดับราคาประมาณกิโลกรัมละ 9.20 บาท แล้วขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 20% ทั้งๆ ที่ต้นทุนต่อไร่เฉลี่ย 4,000-5,000 บาทต่อไร่ ณ ผลผลิต 900 กิโลกรัมต่อไร่ที่เป็น Yield ระดับกลางๆ จะเป็นต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ 4.45-5.56 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าระดับเฉลี่ย 700 กิโลกรัมต่อไร่ตามประมาณการฤดูกาลนี้ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะอยู่ที่ 5.72-7.15 บาทต่อกิโลกรัม โดยผลผลิตที่เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดไทยทำได้จะอยู่ในช่วง 600-1,400 กิโลกรัมต่อไร่

กากถั่วเหลือง โดยสุกรใช้ประมาณ 15% ของสูตรอาหารสัตว์ ที่ปัจจุบันสัปดาห์ล่าสุดจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 20.85 บาทต่อกิโลกรัม โดยต้นปี 2564 เริ่มที่ระดับราคาประมาณกิโลกรัมละ 19.40 บาท แล้วขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาประมาณ 7.50% ต้นทุนที่ใกล้เคียงกับราคาพันธุ์สุกร ราคาต้นทุนอาหารที่เป็นปัจจุบัน ที่สามารถยึดถือเป็นปัจจุบันที่สุด คือ ประมาณการต้นทุนเดือนมีนาคม 2565 โดยแบบที่ 1 กรณีซื้อลูกสุกรมาเลี้ยงขุน อยู่ที่ 86.28 บาทต่อกิโลกรัม แบบที่ 2 กรณีผลิตลูกสุกรเอง อยู่ที่ 84.69 บาทต่อกิโลกรัม โดยต้นทุนของคณะอนุกรรมการต้นทุน ยังไม่รวมค่าจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และ สารเสริมต้านไว้รัส สารเสริมเพิ่มภูมิคุ้มกัน Innate Immune ที่ทดแทน Adaptive immune หรือ Acquired immune เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่มีความจำเพาะเจาะจง (specific immune system) ต่อชนิดของเชื้อโรค เนื่องจาก ASF Virus ที่เป็นโรคร้ายแรงในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยต้นทุนส่วนนี้ประเมินเพิ่มเติมประมาณอีก 10 บาทต่อกิโลกรัม กับสุกรขุนจนถึงวันจำหน่าย ซึ่งทำให้ต้นทุนที่ใกล้เคียงตามต้นทุนพิเศษส่วนเพิ่ม คือ 

“แบบที่ 1 กรณีซื้อลูกสุกรมาเลี้ยงขุน อยู่ที่ 96.28 บาทต่อกิโลกรัม แบบที่ 2 กรณีผลิตลูกสุกรเอง อยู่ที่ 94.69 บาทต่อกิโลกรัม”

ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการต้นทุน ที่วิเคราะห์ถึงสถานะการณ์น่าห่วงที่ราคาหมูหน้าฟาร์มลดลงอย่างรวดเร็ว กรณีรัฐบาลระดมสนธิกองกำลังตรวจห้องเย็นต่างๆ สร้างแรงกดดันจะทำสต็อกหมูลงอย่างรวดเร็ว เพราะห้องเย็นอิสระจะเร่งให้ผู้ฝากนำหมูที่ฝากออกจากห้องเย็น เมื่อการบริหารสินค้าคงคลังถูกจำกัด จะมีการระบายเนื้อและชิ้นส่วนสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะไปกดดันราคาหน้าฟาร์ม ตามความต้องการที่ลดลงช่วงราคาตลาดของการจำหน่ายปลีกเนื้อสุกรปรับตัวสูงขึ้น กับสารพัดข่าวเชิงลบ ส่งผลอุปสงค์ลดลงซึ่งเป็นไปตามกลไกของตลาดอยู่แล้ว ในขณะที่การออกข่าวของสื่อสาธารณะที่ออกข่าวเฉพาะราคาแพง แต่กลับไม่เน้นย้ำถึงสาเหตุและสภาพปกติการเคลื่อนไหวของราคาสุกร ภาคการเมืองแบบไทยๆ นำไปเป็นประเด็นโจมตีกันแทนที่จะร่วมมือกันแก้ปัญหาให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยรายกลาง สุดท้ายความเสียหายจะตกกับผุ้เลี้ยงสุกรที่ต้องจัดการตัวเอง เช่นเดียวกับการห้ามส่งออกไข่ไก่สดช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ในช่วงการกักตุนของประชาชนจนของขาดแคลนทำให้กระทรวงพาณิชย์ห้ามส่งออกไข่ไก่ ช่วงระลอกแรกของการบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบอย่างยิ่งต่อการส่งออกไข่ไก่สดในช่วงนั้น

ยอดสะสมที่ตรวจพบ 24.48 ล้านกิโลกรัม ตามรายงานข่าวครั้งสุดท้าย คือ 24,480 ตัน สำรองได้เพียง 1 สัปดาห์ทั้งประเทศเท่านั้น เนื่องจากการบริโภคต่อวันของคนไทยเฉลี่ย 3,500-4,000 ตันต่อวัน หรือ 40,000-45,000 ตัวต่อวัน  การไปกดดันตรวจถึงแม้จะอ้างว่ากระทำไปตามอำนาจของกฎหมายก็ตาม ซึ่งกรมปศุสัตว์มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการตรวจห้องเย็น ประกอบด้วย พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 กับ พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559  ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับตรวจสอบการกักตุนแต่ประการใด แต่ข่าวออกไปในทำนองตรวจการกักตุน ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจบังคับ ที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ได้ออกสื่อแจงแล้วถึงนิยามการกักตุนว่า ต้องมีการปฏิเสธการจำหน่าย ณ จุดจำหน่าย

การกดดันให้เกิดข้อจำกัดในการใช้บริการห้องเย็นอิสระ กรรมการท่านหนึ่งในคณะอนุกรรมการต้นทุน ที่มีประสบการณ์ในการดูแลฟาร์ม การค้าสุกรขุนหน้าฟาร์ม การจำหน่ายปลีกเนื้อสุกร และการบริหารสินค้าคงคลังผ่านห้องเย็น คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนเนื้อสุกรระลอกใหม่อีกครั้งในช่วงเมษายนปีนี้

ขอบคุณ : สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

Pasusart News
No.1 Livestock Online Magazine in Thailand
https://pasusart.com