ข่าว (News) สุกร (Pig)

จบยาก…จับตาหมูเถื่อนล็อต 3 จับให้ได้ “ตัวบงการ”

เส้นทางหมูเถื่อนในประเทศไทยยังคงคลุมเครือ โดยเฉพาะ “ขาใหญ่ตัวบงการ” นักการเมืองชื่อย่อหลายพยัญชนะ จากราชบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรี ยังไม่มีการเปิดผ้าคลุมหน้า และแม้ช่วงนี้ไม่มีหมูเถื่อนเข้ามาใหม่ แต่ของเก่ายังกวาดล้างจากห้องเย็นไม่หมด เป็นปัจจัยบั่นทอนประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทย เพราะเกษตรกรขาดแรงจูงใจ เนื่องจากภาระขาดทุนจากราคาตกต่ำยาวนาน จากต้นทุนขณะนี้ 80-85 บาทต่อกิโลกรัม แต่เกษตรกรขายสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มได้เพียง 64-72 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น

จนแล้วจนรอดสังคมและผู้เลี้ยงหมูไทย ยังไม่ได้ยลโฉมหน้าผู้กระทำผิดตัวจริงสักที ร้อนถึงนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ต้องโดดเข้ามาคุมเกมส์ด้วยตัวเอง กำหนดเส้นตายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้ตั้งแต่สัปดาหที่ 21-24 พฤศจิกายน เพราะที่ได้มา คือ ปลายแถว เช่น บริษัทนำเข้า นายทุน ห้องเย็น แต่ก็คว้าน้ำเหลว เพราะคนที่เดินเข้ามามอบตัวให้จับเป็นเพียงนายทุนที่นำเข้าตามคำสั่งซื้อ ยังไม่ใช่คนที่ทำหน้าที่ “เคลียร์” ทุกเส้นทางการกระทำผิด ให้หมูเถื่อนเข้ามาอู้ฟู่ในเมืองไทย

DSI สืบสวนจากต้นทาง “หมูเถื่อนตกค้าง” ที่ท่าเรือแหลมฉบัง 161 ตู้ นับเป็นหมูเถื่อนล็อตที่ 1 น้ำหนักรวม 4,500 ตันและขยายผลจนได้หลักฐาน พบหมูเถื่อนลักลอบนำเข้าระหว่างเดือนมกราคม 2564 – กรกฎาคม 2566 ผ่าน 18 บริษัท ในจำนวนนี้ 9 บริษัท นำเข้ารวม 2,385 ตู้ หรือมากกว่า 76,000 ตัน ซึ่งส่วนหนึ่งประมาณ 42,000 ตัน มีการสำแดงเท็จเป็นปลาทะเลแช่แข็ง และโพลิเมอร์ กระจายสู่ผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นที่มาของคำสั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบและสอบสวนเจ้าหน้าที่รัฐ 3 นาย จากกรมศุลกากร 2 นาย และกรมปศุสัตว์ 1 นาย ฐานปล่อยปละละเลยทำให้หมูเถื่อนเข้ามาในประเทศ และยังจับกุม 2 นายทุน ที่อยู่เบื้องหลังการนำเข้าได้แล้วด้วย

หมูเถื่อนล็อตที่ 2 จากการตรวจสอบเอกสารนำเข้าของกรมศุลกากร พบตู้ตกค้าง 92 ตู้ และในจำนวนนี้ 13 ตู้ เป็นหมูเถื่อน ซึ่งยังรอการเปิดตู้ตรวจสอบให้ครบตามจำนวน หากเปิดตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัทผู้นำเข้าหมูเถื่อนทั้ง 18 ราย จึงเชื่อได้ว่า หมูเถื่อนล็อตที่ 3 ที่นำเข้าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2566 ยังคงตกค้างที่ท่าเรือแหลมฉบังแน่นอน รอการเปิดตู้ตรวจสอบพิสูจน์ในเร็ววัน

ทั้งนี้ DSI ประเมินเบื้องต้นว่ามีหมูเถื่อนทะลักเข้าไทยช่วงปี 2563-2566 ประมาณ 10,000 ตู้ ซึ่งเป็นการนำเข้าแบบสำแดงเท็จ ทำให้ รัฐสูญเสียภาษีนำเข้ามหาศาล ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมสุกรประเมินว่าความเสียหายโดยรวมจากการลักลอบนำเข้าหมูเบื้องต้นประมาณ 50,000 ล้านบาท

“คดีหมูเถื่อน” มีความคืบหน้าไปมาก แม้จะยังไม่ถึงที่สุดในการจับกุมตัวการได้ แต่ก็สามารถเดินหน้าตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทำการยึดทรัพย์ 24 รายการ มูลค่ารวม 53 ล้านบาท จากผู้นำเข้าที่ถูกจับกุมแล้ว 8 บริษัท และเชื่อว่าจะมีการยึดทรัพย์และดำเนินคดีกับบริษัทที่ลักลอบนำเข้าหมูเถื่อน ทั้งบริษัทชิปปิ้ง นายทุน ห้องเย็น เหลือเพียงผู้สั่งซื้อตัวจริงเท่านั้น ที่ DSI ต้องทำงานต่อเนื่อง เพื่อเปิดโปง “กลุ่มอิทธิพล” สั่งนำเข้าหมูเถื่อน ทำให้หมูผิดกฎหมายเหล่านี้เข้ามาแทรกแซงตลาดและบิดเบือนราคาในประเทศ จนเกษตรกรต้องเลิกเลี้ยงไปจำนวนมาก เพราะแบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวอีกต่อไป

ถึงวันนี้ อธิบดี DSI จะมีการปรับเปลี่ยนคนใหม่เข้ามารับผิดชอบ ผู้เลี้ยงหมูไทยยังหวังฝากผีฝากไข้ การปราบปรามหมูเถื่อนให้ราบคาบและนำคนผิดทั้งห่วงโซ่ไปลงโทษด้วยความโปร่งใส เพื่อนำพาการผลิตหมูไทยกลับสู่สภาวะปกติ โดยมีกลไกตลาดเป็นเครื่องมือสร้างสมดุลราคา ขณะที่คนไทยมีหลักประกันความปลอดภัยทางอาหารได้บริโภค “เนื้อหมูคุณภาพดี” ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง สารปนเปื้อน จากฝีมือของเกษตรกรไทย ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารของคนไทยได้มีเนื้อสัตว์เพียงพอ ไม่ขาดแคลน ในราคาที่เหมาะสม.

โดย ศิระ มุ่งมะโน นักวิชาการอิสระ

Pasusart News
No.1 Livestock Online Magazine in Thailand
https://pasusart.com