รศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความน่าสนใจลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Skorn Koonawootrittriron ระบุว่า เช้าตรู่วันนี้ (๓ มกราคม ๒๕๖๙) พี่ชายผู้คว่ำหวอดในวงการผลิตและการค้าโคเนื้อและเนื้อโคไทย โทรมาสนทนาและชวนให้เข้าร่วมสนทนา เรื่อง ทิศทางโคเนื้อไทยในปี ๒๕๖๙ ในด้านการผลิต อาหารสัตว์ การตลาด และ อื่นๆ .. ด้วยเดี๋ยวต้องออกไปทำธุระ จึงขอสาธยายฝ่ายเดียวจากที่เขียนไว้ปีก่อนเชื่อมโยงมาปีนี้ ดังนี้
หากเราพิจารณาสถานการณ์การผลิตและตลาดโคเนื้อของประเทศไทยย้อนหลังตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๘ จะเห็นได้ชัดว่า “อุตสาหกรรมโคเนื้อไทย” ยังคงเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ ระบบการผลิตยังพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก มีผู้เลี้ยงโคเนื้อประมาณ ๑.๓๘ ล้านราย และเกษตรกรส่วนใหญ่ถือครองโคไม่เกิน ๒๐ ตัวต่อราย โครงสร้างเช่นนี้ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างสูง ความสามารถในการจัดการความเสี่ยงต่ำ และการควบคุมคุณภาพเนื้อให้มีความสม่ำเสมอทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระบบฟาร์มขนาดใหญ่และการจัดการแบบอุตสาหกรรม
ในเชิงโครงสร้างฝูง “โคพื้นเมืองและโคลูกผสมพื้นเมือง–บราห์มัน” ยังเป็นฐานหลักของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ ๙๐ ของจำนวนโคทั้งหมด ขณะที่ “โคขุนเชิงพาณิชย์” ซึ่งมุ่งผลิตเนื้อคุณภาพกลางถึงสูง มีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๖–๗ เท่านั้น ภาพนี้สะท้อนข้อจำกัดด้านอุปทานของเนื้อคุณภาพในประเทศอย่างชัดเจน และ เป็นเหตุผลสำคัญว่า “ทำไมตลาดระดับกลางและระดับบน” ยังต้องพึ่งพาเนื้อนำเข้า แม้ประเทศไทยจะมีจำนวนโคเนื้อรวมมากกว่า ๙ ล้านตัวก็ตาม
เมื่อพิจารณาในมิติ “อุปสงค์–อุปทาน” ข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๗–๒๕๖๘ ระบุว่า “ปริมาณการผลิตเนื้อโคของประเทศไทยอยู่ในช่วงประมาณ ๐.๒๒–๐.๒๓ ล้านตันต่อปี” ขณะที่ “ปริมาณการบริโภคอยู่ที่ประมาณ ๐.๒๖–๐.๒๗ ล้านตันต่อปี” ส่งผลให้เกิดช่องว่างอุปสงค์–อุปทานประมาณ ๓๐,๐๐๐–๕๐,๐๐๐ ตันต่อปี ช่องว่างดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนว่า “ประเทศไทยยังผลิตเนื้อโคไม่พอใช้” แต่ยังชี้ให้เห็นว่า แม้การผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอนาคต การนำเข้ายังคงเป็นส่วนหนึ่งของสมดุลตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเนื้อคุณภาพกลางถึงพรีเมียม
ในระดับรายได้เกษตรกร ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เป็นอีกปีหนึ่งที่สะท้อน “ความเปราะบางของระบบการผลิตโคเนื้อ” อย่างชัดเจน “ราคาโคมีชีวิตเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้” อยู่ที่ประมาณ ๕๙.๕๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่มีความผันผวนสูงในบางช่วง ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า “เมื่อราคาโคมีชีวิตมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรจำนวนหนึ่งตัดสินใจชะลอการเลี้ยงหรือปรับลดฝูง” ส่งผลให้ผลผลิตโคเนื้อในบางไตรมาส เช่น ไตรมาส ๓ ของปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ลดลงประมาณร้อยละ ๕–๖ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ภาพนี้สะท้อนว่า “แรงจูงใจด้านราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจของผู้เลี้ยง” และทำให้ “ปริมาณผลผลิตในระบบผันผวนตามภาวะตลาด”
เมื่อมองในเชิงตลาดภายในประเทศ “การแบ่งโครงสร้างตลาดเนื้อโคออกเป็นสามระดับ” ช่วยอธิบายปัญหาเชิงระบบได้อย่างชัดเจน “ตลาดพรีเมียม” ซึ่งมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ ๑ ของปริมาณการใช้เนื้อโคทั้งหมด ต้องการเนื้อคุณภาพสูงมาก มีมาตรฐานชัดเจน และตรวจสอบย้อนกลับได้ “ตลาดระดับกลาง” ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ ๔๐ เป็นตลาดที่ต้องการเนื้อคุณภาพดี สม่ำเสมอ และสามารถแข่งขันกับเนื้อนำเข้าได้ ขณะที่ “ตลาดมวลชน” ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุด ยังคงแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก และมีอัตรากำไรต่ำเมื่อพิจารณาในระยะยาว
ประเด็นสำคัญที่ปรากฏชัดจากข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงโครงสร้างคือ “ปัญหาหลักของโคเนื้อไทย” ไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มีตลาด” แต่คือ “การที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในตลาดมวลชน” ขณะที่ “ระบบการผลิตยังไม่สามารถขยับเข้าสู่ตลาดระดับกลางได้อย่างกว้างขวาง” ทั้งที่ตลาดระดับกลางมีขนาดใหญ่เพียงพอ (ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ตัวต่อปี) และเป็นตลาดที่สามารถสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากกว่า
เมื่อประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ บนฐานข้อมูลที่มีอยู่ สามารถสรุปได้ว่า “การผลิตเนื้อโคในประเทศมีแนวโน้มทรงตัว หรือ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย” ในระดับประมาณร้อยละ ๐–๓ ต่อปี มากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรายย่อยและสัดส่วนโคขุนคุณภาพที่ยังต่ำ อย่างไรก็ดี “ช่องว่างอุปสงค์–อุปทาน” ที่ยังคงมีอยู่เป็นแรงผลักดันให้เกิดความพยายามยกระดับการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าในบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดระดับกลาง
ในขณะเดียวกัน ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ยังเป็นปีที่คาดว่าจะมี “ความผันผวนด้านการแข่งขันจากภายนอก” สูง ทั้งจากทิศทาง ตลาดเนื้อโลก ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในประเทศผู้นำเข้าและส่งออกหลัก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “ราคาหน้าฟาร์ม” และ “ราคาผลิตภัณฑ์” มีแนวโน้มเหวี่ยงเป็นช่วง ๆ มากกว่าขึ้นหรือลงทางเดียว ส่งผลให้ “ผู้ผลิตที่ขาดการวางแผนต้นทุนและการจัดการความเสี่ยงมีความเปราะบางสูงขึ้น”
จากบทเรียนในอดีตและสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อเสนอเชิงแนะนำสำหรับการผลิตและการตลาดโคเนื้อในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ คือ ผู้ผลิตควรเปลี่ยนกรอบคิดจาก “การผลิตตามทรัพยากรที่มี” ไปสู่ “การผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด” โดยเริ่มจากการกำหนดตลาดเป้าหมายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นตลาดมวลชน ตลาดระดับกลาง หรือตลาดพรีเมียม แล้วจึงเลือกพันธุกรรม ระบบอาหาร และการจัดการให้สอดคล้องกับตลาดนั้น โดยเฉพาะการมุ่งยกระดับจากตลาดมวลชนสู่ตลาดระดับกลาง ซึ่งเป็นจุดสมดุลระหว่างความสามารถในการผลิตของรายย่อยและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ในเชิงพันธุกรรม ข้อมูลเชิงโครงสร้างสนับสนุนว่า “ตลาดระดับกลาง” เหมาะกับโคลูกผสมที่ให้สมดุลระหว่างการเจริญเติบโต คุณภาพเนื้อ และต้นทุน เช่น โคลูกผสมบราห์มันกับสายพันธุ์เนื้อยุโรปหรือ Angus ขณะที่ “การผลิตเนื้อพรีเมียม” ควรจำกัดอยู่ในระบบที่มีการจัดการอาหาร การขุน และตลาดรองรับอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงเกินไป
ด้านอาหารและการจัดการ ควรให้ความสำคัญกับ “การออกแบบสูตรอาหารตามช่วงการเจริญเติบโต” “ลดวันขุน” และ “ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหรือผลพลอยได้” อย่างถูกหลักโภชนะ เนื่องจากทุกวันที่โคอยู่ในระบบการเลี้ยงเพิ่มขึ้นคือดอกเบี้ยต้นทุนที่สะสมโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกัน “การบันทึกข้อมูล” สุขภาพสัตว์ การใช้ยา และการตรวจสอบย้อนกลับ ควรถูกมองเป็น “เครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่เพียง “ต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย”
สุดท้าย “การรวมกลุ่มของผู้ผลิต” เพื่อกำหนดสเปกโค วางแผนการส่งมอบ และใช้ข้อมูลต้นทุน–ผลผลิตในการเจรจากับตลาด เป็น “กลไกสำคัญในการลดความแปรปรวนของคุณภาพ และ เพิ่มอำนาจต่อรอง” ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันในตลาดระดับกลางและระดับบน
โดยสรุปแล้ว ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ จะเป็นปีที่ “อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน” แต่เป็นปีที่ “ทิศทางจะชัดเจนมากขึ้น” ว่าผู้ผลิตรายใดสามารถปรับตัวจากการขายปริมาณไปสู่การขายคุณค่าได้สำเร็จ ผู้ที่สามารถควบคุมความแปรปรวนของต้นทุน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของระบบการผลิต จะเป็นผู้ที่สามารถยืนระยะและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยในระยะต่อไปได้อย่างแท้จริง ความสัมฤทธิ์ผลในการตัดสินใจดำเนินการของแต่ละคนสำคัญ
หวังว่าเนื้อหาสาระข้างต้นจะพอเป็นประโยชน์ ช่วยกันครับ #สัตวบาลศกร #คณะเกษตร_มก #มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์







