นายกหมูแจงพาณิชย์หมูฟาร์มยังต่ำกว่าทุน หมูเนื้อแดงห้างค้าปลีกยังต่ำมากในรอบ 2 ปี
2 เมษายน 2569 – สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อัพเดทสถานการณ์การค้าหมูหน้าฟาร์มในที่ประชุมกรมการค้าภายในวันนี้ โดยต้นทุนกากถั่วเหลืองที่ขึ้นแรงเป็นรายสัปดาห์ รวมทั้งต้นทุนค่าพลังงานน้ำมัน ที่รอขึ้นต่อจากราคาตลาดโลกที่วิ่งไปแล้ว ขณะที่ราคาขายหมูเนื้อแดงห้างค้าปลีกในปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำมากในรอบ 2 ปี ประมาณ 120-122 บาทต่อกิโลกรัม
นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ แสดงความเป็นห่วงผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศที่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมายังคงขายหมูหน้าฟาร์มได้ราคาต่ำมาก แม้ต้นทุนการเลี้ยงจะย่อตัวลงมาอยู่ระดับประมาณ 70 บาทต่อกิโลกรัมก็ตาม แต่ว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 3 เดือนยังไม่สามารถก้าวข้ามต้นทุนได้เลย
ในขณะที่กระแสค่าครองชีพสินค้าที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชนต่างเรียงหน้าเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มเนื้อสุกรและไข่ไก่ได้รับการเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่อยู่ในสถานะที่ย่ำแย่
ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มพืชโปรตีนที่ใช้กากถั่วเหลืองเป็นหลักขยับจากต้นปีที่ 14.80 บาท มาอยู่ที่ 17.50 บาทต่อกิโลกรัม ในสัปดาห์ล่าสุด ขยับมาเกือบ 3 บาทต่อกิโลกรัมในขณะที่ราคาในต่างประเทศเพิ่มขึ้นคิดเป็นเงินบาทแค่ประมาณ 1.20 บาทต่อกิโลกรัม
โดยค่าระหว่างเรือจากประเทศบราซิลมายังประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากเดิมที่อยู่ที่ประมาณ 34-35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน(เฉลี่ย 1.14 บาทต่อกิโลกรัม) มาอยู่ที่ 55-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (เฉลี่ย 1.90 บาทต่อกิโลกรัม) คิดเป็นค่าระวางที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 0.80 บาทต่อกิโลกรัม
ค่าขนส่งมาถึงโรงงานอยู่ที่ประมาณ 0.40 ถึง 0.45 บาทต่อกิโลกรัม ยังเป็นอัตราค่าขนส่งเก่าซึ่งถ้ามีการปรับขึ้นอีกส่วนนี้ก็จะกลายเป็นส่วนที่บวกเพิ่มราคากากถั่วเหลือง
ราคาน้ำมันดิบขึ้นมารอแล้ว ซึ่งจะส่งผลราคาน้ำมันประเทศให้ปรับขึ้นอีกในอีกไม่นาน โดยราคาภายในประเทศมีการปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งแรกภายในประเทศหลังเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่ประมาณ 20%
จะเห็นได้ว่า ทิศทางแนวโน้มของต้นทุนการเลี้ยงสุกรจะมีการปรับขึ้นต่อ จากที่สมาคมประเมินไว้เบื้องต้นในเดือนเมษายน 2569 จะขึ้นมาอยู่ที่ 70 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งกลุ่มที่ซื้อลูกสุกรเข้าขุน และกลุ่มที่ผลิตลูกสุกรเอง
ความต้องการบริโภคในปัจจุบันย่อตัวลง โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปริมาณเข้าเชือด 1.9 ล้านตัว หรือ 67,800 ตัวต่อวัน จากปี 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 70,000-72,000 ตัวต่อวัน โดยตลาดเขียงซึ่งเป็นเส้นทางการค้าของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย การหมุนเวียนค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ราคาทั้งระบบไม่สามารถขยับตัวผ่านต้นทุนที่ 70 บาทได้ แม้จะมีความพยายามที่จะปรับมา 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายในกลุ่มค้าส่งค้าปลีกทรงตัว
ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มยังอยู่ในช่วง 66-69 บาทต่อกืโลกรัม ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกเนื้อสุกรส่วนเนื้อแดง ยังคงอยู่ระดับประมาณ 120-122 บาทต่อกิโลกรัมในกลุ่มของห้างค้าส่งค้าปลีก ยังอยู่ในระดับราคาที่ต่ำกว่าปกติ ถ้าเทียบกับ 2 ปีย้อนหลัง หลังจากที่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศได้มีการขอความร่วมมือและตกลงกับห้างค้าส่งค้าปลีกให้ปรับลดสัดส่วน การตั้งราคาจำหน่ายปลีกส่วนเนื้อแดงอยู่ในโครงสร้างราคาสุกรหน้าฟาร์ม x ด้วย 1.7 เท่า ทำให้ราคาจำหน่ายปลีกเนื้อสุกรส่วนเนื้อแดงต่ำกว่าในอดีตมาก จึงไม่คิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สินค้ากลุ่มสุกรและเนื้อสุกรจะไปซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนแต่ประการใด
การเคลื่อนไหวราคาสุกร ต้นทุน จำนวนสุกรเข้าฆ่า การส่งออกรายเดือน สิ้นสุดธันวาคม 2568
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยังคงจับตาประเด็นการขยับตัวขึ้นของต้นทุนการเลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน โดยถ้ามีการประชุมของคณะอนุกรรมการต้นทุนการผลิตสุกรเราก็จะได้ต้นทุนที่เป็นทางการออกมา เพื่อเป็นเกณฑ์ของการเลี้ยงสุกรทั้งระบบ
ที่ประชุมโดยกรมการค้าภายในจะมีการเชิญประชุมเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังสงกรานต์
ตารางต้นทุนการผลิตสุกรขุน คาดการณ์ไตรมาส 1 ปี 2569











