การกีดกันทางการค้าสินค้าเครื่องในสุกร อาจเป็นตัวแปรส่งผลคง 36% ไม่ลดแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
นโยบายพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐอเมริกาคิดกับสินค้านำเข้าจากประเทศไทยที่ 36 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีการส่งข้อเสนอนำเข้าสินค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ และมีการเจรจากันไปแล้ว 1 รอบ แต่กลับปรากฏว่าอัตราดังกล่าวยังคงอยู่ที่ 36% อะไรคือปัญหา?
หลังมีการออกข่าวในเรื่องของข้อเสนอใหม่ที่จะนำเสนอสหรัฐโดยรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ชุณหวัชระ ซึ่งมีกระแสที่น่ากังวลมากที่จะมีการนำเข้าสินค้าสุกรจากสหรัฐ โดยรองนายกได้พูดถึงนโยบายการเยียวยา ซึ่งแน่นอนว่าการนำเข้าสินค้าสุกรจากสหรัฐจะเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การเจรจาระหว่างทีมเจรจาจากประเทศไทย กับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่มีภาคเอกชนสหรัฐให้ข้อมูลอยู่ข้างหลังเสมอมา โดยเฉพาะประเด็นการกีดกันทางการค้าในเรื่องของการปฏิเสธการรับสินค้าสุกรจากสหรัฐที่ยืดเยื้อยาวนานมาเป็นระยะเวลา 13 ปี เป็นปัญหาที่หน่วยงานราชการของไทยที่ไปร่วมประชุม CODEX เมื่อปี 2555 ไม่ได้ให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นที่คาดเคลื่อน ทำให้ในวงการสุกรของไทยเคลื่อนไหวต่อต้านการนำเข้าสินค้าสุกรจากสหรัฐโดยไม่มีการให้ข้อมูลว่าประเทศไทยได้รับรองร่างมาตรฐานสินค้าสุกรจากสหรัฐไปแล้ว ในกรณีค่าสารตกค้างสูงสุด หรือ MRLของสารเร่งเนื้อแดงในกลุ่ม Ractopamine จากการประชุม CODEX ครั้งที่ 35 ปี 2555 ที่ประเทศอิตาลี
ประเด็นที่ถูกตำหนิโดย NPPC หรือ National Pork Producer Council ว่าหลังจากรับร่างมาตรฐานแล้วไทยไม่ได้ปฏิบัติตาม มีการนำเข้าสินค้าเครื่องในจากประเทศในกลุ่มยุโรป และประเทศต่างๆ โดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในปริมาณ 30,000-40,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,300-1,400 ล้านบาท ในช่วงปี 2566-2567 แต่ไม่ยอมนำเข้าสินค้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐ ยังคงอ้างแต่ประเด็น Safety Concern
ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของคณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารสากล หรือ CODEX ดังนั้นร่างมาตรฐานใดๆ ก็ตาม ที่ผ่านมติจากการประชุมคณะกรรมการดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นที่มาของการอ้างจากสหรัฐว่า ไทยกีดกันทางการค้าในประเด็นสินค้าชิ้นส่วนเครื่องในสุกร
กรณีการไปเจรจาโดยทีมเจรจาที่มีรองนายกพิชัยเป็นหัวหน้าคณะ แต่กลับไม่ได้รับการลดลงของอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ นั้น เป็นประเด็นที่น่าเสียดายมากถ้าทีมเจรจาไม่ทราบข้อมูลความเป็นจริง เพื่อสามารถหาทางออกไม่ให้ส่งผลกระทบถึงภาคการส่งออกของไทย
จริงอยู่ว่าประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้ ห้ามปนเปื้อนซึ่งสารเร่งเนื้อแดง ที่สหรัฐอเมริกาจะใช้แลคโตพามีน (Ractopamine) เป็นหลัก ในอุตสาหกรรมสุกรและโคเนื้อ การที่ไทยเป็นภาคีของ CODEX ต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นร่างมาตรฐาน ในขณะเดียวกันภาคีสมาชิกสามารถใช้เอกสิทธิ์ที่จะคงกฎหมายในประเทศไว้ก็ได้ หรือจะขอบันทึกการไม่เห็นด้วยของมติการรับมาตรฐานดังกล่าวได้ แต่ประเทศไทยมิได้ใช้เอกสิทธิ์ใดๆ เลย หลังการประชุมดังกล่าว ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา การประชุมร่วมระหว่างผู้แทนการค้าสหรัฐกับกระทรวงพาณิชย์ของไทยที่เรียกว่า TIFA JC แม้แต่ใน Foreign Trade Barrier Report ของสหรัฐก็จะสรุปถึงปัญหานี้ทุกปีของรายงานฉบับนี้ มีการสอบถามความคืบหน้าในเรื่องการรับสินค้าสุกรจากสหรัฐมาโดยตลอด ซึ่งไทยก็มีข้ออ้างในเรื่องของอยู่ระหว่างการประเมินความเสี่ยงบ้าง หรืออยู่ระหว่างการกำหนดค่า MRL ใหม่ภายในประเทศบ้าง แต่ระยะเวลาที่เนิ่นนานถึง 13 ปี ข้ออ้างดังกล่าวจึงเริ่มไม่มีน้ำหนักและอ้างไม่ขึ้น จนกลายเป็น None Tariff Barrier หรือ ข้อกีดกันที่ไม่ใช่พิกัดอัตราภาษีศุลกากรไปโดยปริยาย
การแก้ปัญหานี้ไม่ยากเพียงแค่ทีมเจรจาและฝ่ายบริหารต้องทราบถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ โดยสามารถเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐได้ ที่มีการนำเข้าอยู่แล้ว 30,000-40,000 ตันต่อปี เพียงแค่เปลี่ยนถิ่นกำเนิดให้นำเข้าจากสหรัฐบ้าง ไม่เกินจำนวนดังกล่าว ซึ่งสามารถเป็นไปได้ตั้งแต่การกำหนดโควต้า 10,000 ตัน หรือมากกว่านั้น
ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะการนำเข้าเนื้อสุกรในขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการผลิตเกินกว่าความต้องการบริโภคจะไม่ได้เป็นผลดี และไม่มีประเทศใดที่เขารับสินค้า ที่ภายในประเทศสามารถผลิตได้เองและมีผลผลิตส่วนเกิน แล้วเข้ามาทำลายอาชีพของเกษตรกรภายในประเทศ
ยกตัวอย่างประเทศจีนในช่วงประมาณ 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถผลิตเนื้อสุกรได้ตามความต้องการบริโภค โดยมีส่วนขาดอยู่ประมาณ 4-5 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่จีนนำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่ปัจจุบันการผลิตสุกรของจีนสูงขึ้น เหลือส่วนต่างที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแค่ประมาณ 1 ล้านตันเท่านั้น
การกำหนดโควต้าให้นำเข้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ที่จะสามารถแก้ปัญหาแรงกดดันต่อภาคการส่งออกของประเทศไทย ซึ่งสามารถที่จะทำให้สหรัฐลดอัตราภาษีศุลกากร ลงได้อีกซึ่งสุดท้ายอาจจะเหลือแค่ 10% ที่เป็นอัตราพื้นฐาน เพราะการส่งออกส่วนใหญ่ที่ไปสหรัฐจะเป็นการส่งออกจากผู้ผลิตของสหรัฐเองที่มาประกอบการในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ดังนั้นจากการให้ข่าวของรองนายกรัฐมนตรีพิชัย ชุณหวัชระ ในเรื่องของมาตรการการเยียวยาจะไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะการเยียวยาไม่สามารถที่จะรองรับความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมหนึ่ง อุตสาหกรรมใดได้ เว้นเสียแต่หาข้อสรุปและข้อเสนอใหม่ที่ Win Win ทั้งสองฝ่าย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทีมเจรจา และภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับ การประชุม CODEX ครั้งที่ 35 จะต้องให้ข้อมูลดังกล่าวอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ก่อนความเสียหายจะบานปลายเพราะความไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง
“ปัญหาความแตกต่างด้านกฎหมายของประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา” ปัญหาความแตกต่างด้านกฎหมายของประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐอเมริกาเลี้ยงสุกรโดยใช้สารเร่งเนื้อแดง ในขณะที่ไทยมีกฎหมายห้ามเนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง มีผลต่อสุขภาพของประชาชนผู้บริโภค
ในประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงกฎหมายระหว่างประเทศของ CODEX (คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission – CAC)) ทีมีการประชุมและรับรองมาตรฐานของสหรัฐไปแล้วเมื่อปี 2555 (ครั้งที่ 35) ประมาณ 13 ปี ประเทศไทยยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว ทำให้สหรัฐฯ หยิบยกเรื่องนี้เป็นข้อ “ไทยกีดกันทางการค้า เพราะไทยเป็นภาคีสมาชิก CODEX เมื่อร่างมาตรฐานกำหนดค่า MRL (ค่าสารตกค้างที่อนุญาตให้มีได้) ของเนื้อสุกรที่ 10 ppb ที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ และชนะการโหวต 69 ต่อ 67” ต้องยอมรับ เว้นแต่ใช้เอกสิทธิ์ เช่น กลุ่มยุโรปได้แสดงเจตจำนงที่จะยังคงกฎหมายของสหภาพยุโรปไว้ เนื่องจากประเด็น Safety Concern กลุ่มจีน รัสเซีย เคนย่า อียิปต์ ตุรกี โครเอเชีย อิหร่าน ซิมบับเวย์ ขอทำบันทึกไม่เห็นชอบในการรับรองครั้งนี้ โดยไทยไม่ได้ใช้เอกสิทธิ์ใดๆ และวางตัวเป็นกลางระหว่างลงมติต่อร่างมาตรฐานดังกล่าวนี้
โดย ผู้เลี้ยงสุกรภาคกลาง








