อาจารย์จุฬาฯ ผันวิกฤตผลผลิตโกโก้ตกเกรด เป็นโอกาสสู่การพัฒนานวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพเนื้อโคขุนไทยลดปัญหาเต้านมอักเสบในโคนม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) เพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริง
สภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว – ร้อนจัดและแล้งจัดที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์และจะยาวไปจนเดือนสิงหาคม ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในภาคการเกษตรและปศุสัตว์อย่างถ้วนหน้า อย่างในจังหวัดน่าน เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ประสบปัญหาผลโกโก้ตกเกรด ส่วนภาคปศุสัตว์ เกษตรกรก็ขาดอาหารเสริมคุณภาพให้กับวัว
แต่ในวิกฤต มีโอกาสเสมอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัญศิภรณ์ ณ น่าน ผู้ช่วยผู้รักษาการแทนคณบดี (ดูแลด้านวิจัยและบริการวิชาการ) คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน

จุดเริ่มต้นนวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้”
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เล่าว่าตั้งแต่ปี 2566 ศูนย์นวัตกรรมการวิจัยและพัฒนาโกโก้ไทยเพื่อความยั่งยืน จังหวัดน่าน ได้ทำงานวิจัย พัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนการปลูกและแปรรูปพืชเศรษฐกิจใหม่ “โกโก้” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร ชุมชนและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดูแลคุณภาพผลผลิตโกโก้ตั้งแต่ต้นน้ำ มาถึงกระบวนการแปรรูปให้เกิดมูลค่าและคุณค่าสูงสุด พร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือการจัดการของเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีจำนวนมาก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
“วิกฤตสภาพอากาศก่อให้เกิดอัตราการสูญเสียผลผลิตโกโก้สูงถึง 80-90% อากาศที่ร้อนและแล้งจัด ส่งผลให้ผลโกโก้มีขนาดเล็ก เป็นโรค แถมบางผลที่ดูดี ด้านในกลับมีการงอกของเมล็ด ผลผลิตตกเกรดแบบนี้ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการหมักเพื่อให้ได้โกโก้ที่มีคุณภาพและได้ราคาดี” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว “ทั้งผลผลิตตกเกรดและเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปจำนวนมหาศาล ถูกปล่อยทิ้งไว้ในสวน กลายเป็นกองขยะที่อาจเป็นแหล่งสะสมของโรคและแมลงได้”
เช่นเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ ในช่วงหน้าแล้ง เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวก็ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์ จนต้องนำเข้าวัตถุดิบในราคาแพง อันเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรเข้าไปอีก
ทั้ง 2 ปัญหาดูจะเป็นทางออกให้กันและกัน ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ย้อนนึกถึงการไปเยี่ยมเยือนผู้ประกอบการและเกษตรกรที่แปรรูปโกโก้ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
“ตอนนั้นได้พูดคุยกับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่แปรรูปเมล็ดโกโก้ และเกิดความสงสัยว่าเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาลหลังการแปรรูปนั้นหายไปไหน เกษตรกรตอบว่าได้นำเปลือกโกโก้เหล่านั้นไปสับให้วัวกิน ซึ่งพบว่าวัวสามารถกินได้”
จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการ ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กลับมาทำการบ้านต่อ ค้นคว้าอ่านงานวิจัยต่าง ๆ จนพบข้อมูลยืนยันว่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างโกโก้สามารถนำไปทำเป็นอาหารปศุสัตว์ให้วัวกินได้จริงๆ
นั่นคือ “จุดตั้งต้น” ในการนวัตกรรมผลผลิตตกเกรดมาทำเป็นอาหารสัตว์ โดย ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.น่าน ในการทดสอบการนำขยะโกโก้เหล่านี้ไปเป็นอาหารปศุสัตว์
“วัวเป็นสัตว์ใหญ่ที่กินในปริมาณมาก จึงช่วยระบายกองขยะโกโก้มหาศาลนี้ได้อย่างรวดเร็วและตอบโจทย์วิกฤตของทั้งสองฝ่ายได้อย่างลงตัว”
“ลิกบล็อก” และ “ผงแร่ธาตุ” ขยะโกโก้เป็นอาหารเสริมโคขุนเกรด A
การนำผลโกโก้สด (ตกเกรด) ไปให้วัวกินโดยตรงทุกวันมีข้อจำกัดในแง่ต้นทุนการจัดการ เกษตรกรต้องเสียเวลาและแรงงานในการหาผลสดมาเตรียมให้วัว และยังมีภาระด้านค่าใช้จ่ายในการขนส่งผลโกโก้ไปให้ฟาร์มวัวอีกด้วย ทีมวิจัยจึงคิดหาวิธีที่ประหยัด ลดต้นทุน ขนส่งสะดวก และสอดคล้องกับวิถีของเกษตรกร โดยให้เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้แปรรูปผลผลิตตกเกรดและเปลือกเหลือทิ้งให้กลายเป็นผง
“ขั้นตอนเริ่มจาก เกษตรกรนำขยะโกโก้มาหั่นและสับให้มีขนาดเล็ก นำไปตากแดดประมาณ 7-14 วันจนแห้งสนิท แล้วนำมาเข้าเครื่องบดละเอียดให้เป็นผง แล้วนำผงโกโก้ที่ได้ มาส่งขายให้กับทางศูนย์ฯ ซึ่งเราจะเป็นตัวกลางในการรับซื้อและส่งต่อวัตถุดิบเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อผลิตออกมาเป็นนวัตกรรม “สารเสริมแร่ธาตุ” ในราคาที่ไม่ต่างจากอาหารเสริมที่เกษตรกรใช้อยู่เดิม” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์อธิบาย
นวัตกรรมผงโกโก้มี 2 รูปแบบ ได้แก่
- ก้อนแร่ธาตุ (Lick block) หรือ ลิกบล็อก ผงโกโก้อัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยม เหมาะสำหรับฟาร์มรายย่อย โดยเกษตรกรจะห้อยก้อนนี้ไว้ให้วัวเลีย เฉลี่ยแล้ว วัว 1 ตัวจะกินก้อนแร่ธาตุ 1 ก้อนต่อเดือน
- สารเสริมชนิดผง เหมาะสำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องผสมอาหาร โดยสามารถผสมเข้าไปในอาหารสัตว์ได้โดยตรง กลิ่นหอมของโกโก้จะช่วยให้วัวเจริญอาหารและกินอาหารได้ดีขึ้น
“จากการวิจัยพบว่านวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุทั้งสองรูปแบบนี้ สามารถดึงเอาขยะโกโก้ทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็นผลตกเกรดหรือเปลือก มาใช้เป็นส่วนผสมได้สูงสุดถึง 30% ของอัตราส่วนผสมทั้งหมด การนำขยะโกโก้มาใช้ในสัดส่วนที่สูงอย่างนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทรานส์ฟอร์ม (transform) และระบาย “กองขยะมหึมา” ในสวนเกษตรกรให้หายวับไปได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนสถานะจากขยะที่ไร้ค่าให้หมุนเวียนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์สารเสริมอาหารสัตว์ที่ทรงคุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม”
สารสร้างสุข ของดีในโกโก้ ขุนวัวสุขภาพดี
นอกจากความสะดวกในการใช้งานแล้ว สิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้โดดเด่นคือ “สารสำคัญ” ในโกโก้ที่มีประโยชน์มหาศาลต่อสุขภาพของปศุสัตว์
“สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้มีส่วนทำให้วัวกินอาหารได้มากขึ้น บ่งบอกว่าวัวมีความสุขมากขึ้น และจากผลการวิจัยพบว่าการที่วัวมีความสุขมากขึ้นเพราะว่าได้สารสำคัญตัวหนึ่งในโกโก้ นั่นก็คือสาร ทีโอโบรมีน ที่เป็นสารกระตุ้นให้เกิดความสุขในปศุสัตว์” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์อธิบาย
สาระสำคัญในโกโก้ที่ทำให้วัวสุขภาพดี มีดังนี้
- ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระและปรับสมดุลในกระเพาะรูเมนของวัว (กระเพาะผ้าขี้ริ้ว)
- ทีโอโบรมีน (Theobromine) เป็นสารที่พบเฉพาะในโกโก้ (สารความสุข) ช่วยลดการอักเสบ ทำให้วัวอารมณ์ดี สุขภาพแข็งแรง เพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเนื้อ (Feed efficiency) โตเร็วขึ้น และมีระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นลง สำหรับโคนม สารตัวนี้ช่วยลดปัญหาเต้านมอักเสบ ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้เกษตรกรถูกหักรายได้ โดยผลทดสอบพบว่าสามารถลดเซลล์เม็ดเลือดขาว (Somatic cell) ที่บ่งบอกการอักเสบลงได้กว่า 70% และเพิ่มไขมันนมได้ถึง 15%
- แทนนิน (Tannin): สารสำคัญที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของกลุ่มแบคทีเรียที่สร้างก๊าซมีเทน (Methanogenic bacteria) ในกระเพาะวัว ซึ่งแบคทีเรียกลุ่มนี้จะจับคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำมาสร้างเป็นมีเทนแล้วปล่อยออกมาผ่านการเรอและการตด การยับยั้งแบคทีเรียนี้สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 44% พลังงานที่เคยสูญเสียไปกับก๊าซมีเทนจึงถูกดึงกลับมาสร้างเป็นไขมันและเนื้อแทน ทำให้วัวมีคุณภาพเนื้อที่ดีขึ้น
ยกระดับเนื้อโคขุน เพิ่มรายได้โคนม
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนวัตกรรมทั้ง 2 รูปแบบ ไม่ได้ทดสอบจากห้องปฏิบัติการ แต่จากฟาร์ม และผู้ยืนยันผลไม่ใช่นักวิจัย แต่เป็นเกษตรกร
“เราให้เกษตรกรเป็นผู้เก็บข้อมูลและทดสอบการใช้สารเสริมแร่ธาตุด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้นวัตกรรม ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการแปรรูปขยะโกโก้อีกทางด้วย”
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เล่าว่า โดยปกติ กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมจะมีการวัดค่าเซลล์เม็ดเลือดขาว (Somatic Cell) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ ค่านี้บ่งบอกถึงภาวะเต้านมอักเสบ ซึ่งหากมีค่าสูง เกษตรกรจะถูกหักเงินในตอนขายน้ำนม และเมื่อเกิดภาวะเต้านมอักเสบในวัว เกษตรกรต้องกักวัวไว้และไม่สามารถรีดนมได้ ทำให้สูญเสียรายได้
“แต่นวัตกรรมนี้เข้ามาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด สารทีโอโบรมีนในโกโก้ช่วยลดการอักเสบ ทำให้ค่า Somatic Cell ลดลงกว่า 70% วัวมีสุขภาพเต้านมที่แข็งแรง น้ำนมมีคุณภาพดีขึ้นและปริมาณไขมันนมเพิ่มสูงขึ้น จากการทดสอบ เราพบว่าภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ปริมาณไขมันในนมกระโดดจากระดับ 2 ขึ้นเป็นระดับ 7เกษตรกรจึงสามารถขายน้ำนมได้ราคาเต็ม โดยไม่ถูกหักรายได้” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว
ในส่วนของโคเนื้อ ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าทึ่งไม่แพ้กัน จากเดิมที่เกษตรกรขายวัวเนื้อแดงได้ราคาเพียง 20,000-30,000 บาท แต่หลังจากที่ใช้สารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้ เนื้อวัวขยับขึ้นเป็นเกรดพรีเมียมระดับ A3 และ A4 ที่ขายได้ในราคาหลักแสนบาท!
“เนื้อวัวมีชั้นไขมันแทรกสวยงาม (Marbling) ไร้กลิ่นเหม็นสาบหรือกลิ่นคาวเจือปน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ปกติไม่รับประทานเนื้อเพราะทนกลิ่นสาบไม่ได้” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวพร้อมอธิบายว่า “สาเหตุที่เนื้อวัวเกิดไขมันแทรกในระดับสูงและไม่มีกลิ่นสาบคาวนั้น มาจากกลไกของ “แทนนิน” ที่เข้าไปยับยั้งแบคทีเรียในการสร้างก๊าซมีเทน พลังงานที่วัวเคยสูญเสียไปกับการเรอและตด จึงถูกดึงกลับมาหมุนเวียนสร้างเป็นชั้นไขมันแทรกและเนื้อแทน ผสานกับกลไกของ “ทีโอโบรมีน” ที่ช่วยให้วัวสุขภาพดีและเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้อย่างเต็มที่”
ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่านวัตกรรมนี้ช่วยสร้างเรื่องเล่า (Storytelling) ให้กับเนื้อวัวไทยในฐานะ “เนื้อวัวคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Beef) ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่ราคา
“ด้วยส่วนต่างของรายได้ที่ห่างกันมากนี้ เกษตรกรย่อมเลือกที่จะมุ่งมั่นดูแลผลผลิตให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ราคาสูงสุด ขณะเดียวกัน โมเดลนี้ก็เป็นหลักประกันเพื่อรองรับความเสี่ยงว่า แม้ในยามวิกฤตที่ผลผลิตไม่ได้ตามเป้า ขยะโกโก้เหล่านั้นก็ยังถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ตามหลักโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยไม่สูญเปล่าแต่อย่างใด”
นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ดันเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อระบบนิเวศที่ยั่งยืน
แม้ผลลัพธ์ของ “นวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” จะมีประสิทธิภาพมหาศาล ทั้งในแง่ของการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า ช่วยยกระดับคุณภาพเนื้อให้พรีเมียมถึงเกรด A4 ลดก๊าซเรือนกระจก และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างก้าวกระโดด แต่สารเสริมที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่ “ยาวิเศษ” หรือ Quick Win ที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรในทันที
“เราตั้งใจให้สารเสริมโกโก้เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่ดึงดูดและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิธีการทำงาน” ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์เผยความตั้งในในการสร้างสรรค์นวัตกรรม “ที่เราทำจริง ๆ คือ “นวัตกรรมเชิงกระบวนการ” เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมและใช้นวัตกรรมของเรา จะต้องพ่วงไปกับการวางระบบการจัดการฟาร์มที่ดีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สร้างนิสัยหรือพฤติกรรมใหม่ ๆ ในการเลี้ยงปศุสัตว์ให้กับเกษตรกร เช่น จากเดิมที่เคยเลี้ยงวัวแบบปล่อยตามมีตามเกิด หรือที่เรียกว่าบุฟเฟต์ แล้วขายเนื้อแดงได้ราคาเพียง 20,000-30,000 บาท ต้องเปลี่ยนมาสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับความใส่ใจทุกรายละเอียด เป็นการเลี้ยงที่มุ่งเน้นคุณภาพอย่างแท้จริง”
“เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาในครั้งนี้ก้าวข้ามเรื่องของสารเสริมโกโก้ไปสู่การเปลี่ยน “ระบบนิเวศ” ของการปศุสัตว์ไทยทั้งระบบ ตั้งแต่การลดขยะ การดึงจุดเด่นเรื่องคาร์บอนเครดิต ไปจนถึงการสร้างเรื่องราว การพัฒนาระบบทั้งหมดร่วมกัน นี้ต่างหากคือคำตอบที่ถูกต้องในการยกระดับวงการเกษตรให้สู้กับตลาดโลกด้วย “คุณค่าและคุณภาพ” ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยที่ดีขึ้นและยั่งยืนอย่างแท้จริง”
“โกโก้ทุกเมล็ดต้องมีทางไป” แม้ในบ่อกุ้ง
ไม่เพียงฟาร์มปศุสัตว์ “นวัตกรรมสารเสริมแร่ธาตุจากโกโก้” ยังขยายผลไปยังปศุสัตว์กลุ่มอื่น ๆ เช่น แพะ ไก่ โดยเฉพาะไก่ไข่ ที่มีผลการวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วเผยว่าสารในโกโก้ช่วยให้ไข่ไก่มีความสดใหม่ยาวนานขึ้น ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กล่าว
นอกจากนั้น ปัจจุบัน ผศ.ดร.ธัญศิภรณ์กำลังศึกษาต่อยอดนำสารสกัดจากเมล็ดและเปลือกโกโก้ไปวิจัยใน “บ่อกุ้ง” โดยร่วมมือกับอาจารย์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ
“กุ้งถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจเบอร์ต้น ๆ ของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล นวัตกรรมใหม่นี้มุ่งไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันให้กุ้ง เพื่อรับมือกับเชื้อโรคระบาดที่มักจะสร้างความเสียหายและทำลายบ่อกุ้งมูลค่าหลายล้านให้พังในชั่วพริบตา โดยตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยเพื่อที่จะพัฒนาออกมาให้เป็นตัวช่วยเกษตรกรบ่อกุ้งต่อไป”
การวิจัยต่อยอดและขยายผล “ขยะโกโก้” ย้ำจุดยืนที่ว่า “โกโก้ทุกเมล็ดต้องมีทางไป”
โกโก้เกรดดีจะต้องถูกนำไปผลิตเป็นช็อกโกแลตเพื่อสร้างรายได้ที่สูงกว่าให้เกษตรกร ในขณะที่ผลผลิตตกเกรดหรือเปลือกเหลือทิ้ง จะถูกนำมาแปรรูปเป็นสารเสริมแร่ธาตุอาหารสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจแบบหมุนเวียนและเกิดประโยชน์ในทุกมิติอย่างยั่งยืน
เกษตรกรและผู้ที่สนใจ “สารเสริมแร่ธาตุโกโก้สำหรับปศุสัตว์” สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบอร์โทร. 02 218 1243 หรือทางเว็บไซด์ www.cusar.chula.ac.th
ขอบคุณที่มา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย













