1+1>2 : บทบาท ของ PCV2 และ M. hyo ในการก่อปัญหา PRDC
โรคระบบทางเดินหายใจในสุกรแบบซับซ้อน (Porcine respiratory disease complex: PRDC) เป็นภาวะที่เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ เชื้อก่อโรคต่างๆ การจัดการฟาร์ม และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัจจัยของตัวสุกรเอง(1) ในบรรดาปัจจัยหลายอย่าง เชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma hyopneumoniae (M. hyo) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบเรื้อรัง (enzootic pneumonia: EP) และการติดเชื้อ Porcine circovirus type 2 (PCV2) ก็ยังถือว่าเป็นสองปัจจัยหลักที่น่ากังวล(2)
- Porcine circovirus type 2 (PCV2)
PCV2 ถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงปี 1990 โดยมีการระบาดเกิดขึ้นเกือบพร้อมกันในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป และตั้งแต่นั้นมาได้แพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเคลื่อนย้ายสุกรที่ไม่มีอาการป่วย (subclinical) ผ่านการค้าสุกรระหว่างประเทศ(3) PCV2 เป็นดีเอ็นเอไวรัสขนาดเล็กที่มีอัตราการวิวัฒนาการสูง ส่งผลให้เกิดสายพันธุ์ย่อยหลายชนิด (genotypes)(4) สายพันธุ์ย่อยเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงความโดดเด่น (dominance) กันตามช่วงเวลา เนื่องจากแรงกดดันทางวิวัฒนาการและความชุกในแต่ละพื้นที่ ในช่วงแรกสายพันธุ์ที่พบมากที่สุดคือ PCV2a ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ก็ยังคงพบได้ในหลายพื้นที่(5)
ตั้งแต่กลางปี 2000 เป็นต้นมา สายพันธุ์ PCV2b เริ่มเข้ามาแทนที่สายพันธุ์ PCV2a และยังคงเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นในหลายภูมิภาคของโลก และในปัจจุบันสายพันธุ์ที่โดดเด่นและมีความสำคัญทางคลินิกมากที่สุดคือ PCV2d แต่ PCV2a และ PCV2b ก็ยังคงพบการระบาดอยู่(6)


จากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงความโดดเด่นของสายพันธุ์ PCV2 เหล่านี้ เพื่อการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพอาจต้องพิจารณาประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบันในแง่ของการให้การป้องกันสายพันธุ์ที่โดดเด่นได้ดีและการป้องกันครอบคลุมไปยังสายพันธุ์อื่นๆที่อาจพบได้ด้วยเช่นกัน
- Mycoplasma hyopneumoniae ( hyo)
เชื้อก่อโรคหลักที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบในสุกร (enzootic pneumonia) และเป็นแบคทีเรียตัวหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PRDC M. hyo มีส่วนทำให้ปอดเสียหายได้จากตัวมันเอง โดยการทำให้เซลล์โบกพัดที่คอยกำจัดสิ่งแปลกปลอมในหลอดลม (cilia) เสียสภาพไป และทำให้เกิดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจและปอดที่มากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรง การที่เซลล์ที่ทำหน้าที่คอยกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเสียสภาพไป สูญเสียหน้าที่ในการป้องกันตนเองและการกำจัดสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ทำให้แบคทีเรียแทรกซ้อนชนิดอื่นๆเพิ่มจำนวนในระบบทางเดินหายใจได้มากขึ้น(8) M. hyo ถือว่าเป็นแบคทีเรียที่ยังคงมีความชุกที่สูงทั้งในภูมิภาคเอเชียหรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง พบว่าปอดของสุกรที่เข้าโรงเชือดจะสามารถพบรอยโรคปอดอักเสบจาก M. hyo ได้มากกว่า 60% ขึ้นไป และมีข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การที่สุกรมีรอยโรคปอดอักเสบจาก M. hyo ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 0.1 EP index จะส่งผลกระทบโดยตรงทำให้อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน (ADG) ของสุกรลดลงได้ถึง 11 กรัม/ตัว/วัน(9)


- การติดเชื้อร่วมกันระหว่าง PCV2 และ hyo (Co-infection)
แม้ว่า PCV2 และ M. hyo จะติดเชื้อในเซลล์เป้าหมายที่แตกต่างกัน แต่การติดเชื้อร่วมกันระหว่าง PCV2 และ M. hyo ในสุกรแสดงให้เห็นถึงอาการของโรคระบบทางเดินหายใจที่รุนแรงขึ้น ประสิทธิภาพการเจริญเติบโตที่แย่ลง พบปริมาณเชื้อ PCV2 ในกระแสเลือด เนื้อเยื่อน้ำเหลือง และเนื้อเยื่อปอด ในปริมาณมากและยาวนานขึ้นมากกว่าสุกรที่มีการติดเชื้อเพียงตัวใดตัวหนึ่ง
- hyo ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้มีการเพิ่มจำนวนของ PCV2 มากขึ้น ยกตัวอย่างงานศึกษาที่สุกรที่ถูกทำให้ติดเชื้อ M. hyoก่อนและ 2 สัปดาห์ถัดมาถูกทำให้ติดเชื้อ PCV2 พบว่า PCV2 สามารถเพิ่มจำนวนในเซลล์เพาะเลี้ยงได้มากขึ้นกว่าการติดเชื้อ PCV2 เพียงอย่างเดียว และพบว่าความรุนแรงของรอยโรค PCV2 เพิ่มขึ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดการอักเสบในปอด ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการติดเชื้อ M. hyoอาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ไวรัส PCV2 สามารถบุกรุกและอยู่รอดในแมโครฟาจของถุงลมปอด เพื่อแพร่กระจายไปยังตับ ม้าม ไต และต่อมน้ำเหลือง(10-12) จึงเป็นไปได้ว่า PCV2 และ M. hyo อาจทำปฏิกิริยาร่วมกันในแมโครฟาจที่ติดเชื้อเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งเสริมการเพิ่มจำนวนของ PCV2 ในเนื้อเยื่อระบบน้ำเหลือง

นอกจากนี้ M. hyo ยังเพิ่มความรุนแรงของการติดเชื้อ PCV2 ที่ตามมาได้แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของ PCV2 การติดเชื้อร่วมกันทำให้มีความรุนแรงของรอยโรคในระบบทางเดินหายใจที่มากขึ้น พบว่าการติดเชื้อ M. hyo ร่วมกับ PCV2d มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงมากที่สุด และการเจริญเติบโตลดลงมากกว่าสุกรที่มีการติดเชื้อ PCV2 เพียงอย่างเดียวและการติดเชื้อร่วมกับ PCV2 สายพันธุ์อื่น


สุกรที่ติดเชื้อ PCV2d ร่วมกับ M. hyo มีแนวโน้มที่ปริมาณเชื้อ PCV2d ในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองและรอยโรคในเนื้อเยื่อเหลืองสูงกว่าสุกรที่ติดเชื้อร่วมกับ PCV2a หรือ PCV2b และมีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่า ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใด M. hyo จึงส่งเสริมการเพิ่มจำนวนของ PCV2d มากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ทำให้เกิดรอยโรคในระบบน้ำเหลืองที่รุนแรงกว่า พบว่า PCV2d มีกรดอะมิโนเพิ่มขึ้น 1 ตัว (ไลซีน) ในส่วนของโปรตีนเปลือกหุ้ม (capsid protein) เมื่อเทียบกับ PCV2a และ PCV2b โดยโปรตีนเปลือกหุ้มของ PCV2 มีบทบาทในการส่งเสริมการเพิ่มจำนวนไวรัสในหลอดทดลอง(13) นอกจากนี้ สุกรที่ถูกทดลองทำให้ติดเชื้อ PCV2d มีระดับไวรัสในเลือด (viremia) สูงกว่า และรอยโรครุนแรงกว่าเมื่อเทียบกับสุกรที่ติดเชื้อ PCV2a หรือ PCV2b(14) จึงคาดว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมระหว่าง PCV2d กับ PCV2a/PCV2b อาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเพิ่มจำนวนของ PCV2d ภายใต้สภาพโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ M. hyo
- การควบคุมปัญหา PRDC
หากกล่าวถึงการควบคุมปัญหา PRDC ให้ประสบความสำเร็จ คงหนีไม่พ้นการจัดการขั้นพื้นฐานในด้านการจัดการฟาร์มและสิ่งแวดล้อม ความสะอาด การระบายอากาศที่ดี ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อจำกัดการแพร่เชื้อทั้งไวรัสและแบคทีเรีย ป้องกันและจัดการปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของสุกรอ่อนแอลง เช่น ความเครียด การขาดสารอาหาร หรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดโรคซับซ้อนจากการติดเชื้อร่วม และคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการติดเชื้อร่วมกันระหว่าง PCV2 และ M. hyo ในฟาร์ม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจัดการเป็นอันดับต้นๆเช่นกัน และการทำวัคซีนก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการควบคุมเชื้อก่อโรคหลักทั้งสองตัวนี้ในฟาร์มที่มีการติดเชื้อร่วมกัน แม้ว่าจะมีข้อมูลว่า M. hyo โน้มนำให้ PCV2 รุนแรงขึ้น แต่จากข้อมูลการศึกษาของ Hwi Won Seo และคณะ(14) พบว่าาในฟาร์มที่มีการติดเชื้อทั้ง PCV2 และ M. hyo หากต้องการจะลดความรุนแรงของทั้งสองเชื้อ ยังคงจำเป็นต้องทำวัคซีนร่วมกันทั้งสองโรค การเลือกทำวัคซีนเพียงตัวใดตัวหนึ่ง ไม่สามารถลดความรุนแรงของอีกโรคหนึ่งได้
นอกจากการวางแผนโปรแกรมวัคซีนที่เหมาะสมแล้ว การเลือกใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการควบคุมโรค วัคซีนป้องกัน PCV2 ควรครอบคลุมและให้การป้องกันได้ดีกับทุกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่วัคซีน M. hyo ควรสามารถลดความรุนแรงของรอยโรคปอดได้เป็นอย่างดี การควบคุมเชื้อก่อโรคหลักทั้งสองอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยปกป้องความสมบูรณ์ของเนื้อเยื่อปอดและรักษาการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อสู้กับการติดเชื้ออื่นๆ ที่อาจตามมา
การเฝ้าระวังสุขภาพระบบทางเดินหายใจสามารถทำได้โดยการตรวจประเมินรอยโรคปอดในสุกรที่เข้าโรงชำแหละ ขณะเดียวกัน ควรจับตาการติดเชื้ออื่นที่อาจทำให้โรคระบบทางเดินหายใจรุนแรงขึ้น เช่น PRRS ไข้หวัดใหญ่สุกร หรือ Pasteurella multocida ด้วยการวินิจฉัยแยกโรคที่ถูกต้อง ควบคู่กับการควบคุมการติดเชื้อเหล่านี้อย่างรัดกุม อีกทั้งต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจรบกวนหรือทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงหลังการทำวัคซีน PCV2 และ M. hyo เพื่อให้การป้องกันโรคมีประสิทธิภาพสูงสุด
บทความโดย : สพ.ญ.นริศรา บุญเรืองรอด Swine veterinary service manager บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด






