กระทรวงพาณิชย์ – กรมการค้าภายใน (22 พฤษภาคม 2569) เรียกประชุมติดตามราคาสุกรครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือน ราคาหมูดิ่งต่อ ยังไม่มีมาตรการเชิงบริหาร หรืออำนาจตามกฎหมายใดๆ ปล่อยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่งใกล้ 13 บาท ซ้ำเติมต้นทุนภาคปศุสัตว์ ที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มขาดทุนมา 3 ปี ปริมาณการบริโภคเมษา-พฤษภาคมลดลง จับสัญญาณร้านจำหน่ายเนื้อหมู หรือ Shop หมู แข่งดั๊มพ์ราคาแรง ไม่สนฟาร์มขาดทุน กรมการค้าภายในเตรียมสอดส่องเข้ม
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธานการประชุมโดยได้เชิญผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและผู้ประกอบการฟาร์มสุกรครบวงจร เพื่อร่วมให้ข้อมูลอัพเดทสถานการณ์การค้าสุกรหลังช่วงเปิดภาคเรียนเป็นต้นมา ขณะที่สภาวะต้นทุนการเลี้ยงบีบคั้นภาคปศุสัตว์ และโดยเฉพาะสุกรที่มีราคาสุกรหน้าฟาร์มลดลงต่อเนื่อง
นายสัตวแพทย์เกียรติภูมิ พฤกษะวัน เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมประชุมอัพเดทราคาสุกรกับกรมการค้าภายใน ครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือน
- ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ในขณะนั้นราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 66-68 บาท ข้าวโพด 10.25 บาทต่อกิโลกรัม
- ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ในขณะนั้นราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 64-66 บาท ข้าวโพด 11.05 บาทต่อกิโลกรัม
- ครั้งที่ 3 วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 54-56 บาท (ภาคตะวันตก) ข้าวโพด 12.65-12.90 บาทต่อกิโลกรัม
โดยปัจจุบันยังไม่มีท่าทีทิศทางที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มจะขยับมาใกล้ต้นทุน ที่ปัจจุบันประเมินตามราคาวัตถุดิบทั้งกากถั่วเหลือง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนการเลี้ยงประเมินอยู่ที่ประมาณ 73-75 ต่อกิโลกรัม โดยปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าของเกษตรกรประกอบไปด้วย
1) ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย สายพันธุ์ SAT1 ที่กำลังระบาดที่จีนอยู่ตอนนี้ ที่สร้างความเสียหายสูงมาก
2) การเพิ่มค่าใช้จ่ายจัดการฟาร์มจากการเริ่มบังคับใช้ของกฎกระทรวงการปฏิบัติงานเป็นผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2567 ที่ฟาร์มต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มการปฏิบัติงานของผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียและผู้รับจ้างให้บริการบำบัดน้ำเสีย
3) ซัพพลายเนื้อสุกรนอกระบบที่เป็นเนื้อสุกรลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในระบบ จากการให้ข้อมูลของผู้บริหารของบริษัทฟาร์มครบวงจรขนาดใหญ่รายหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อการกดดันราคาสุกรหน้าฟาร์มเพราะเป็นทางเลือกให้พ่อค้า
4) ปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แพงมาก ทั้งๆที่มีประกันขั้นต่ำที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์วันที่ 29 สิงหาคม 2568 มีผลวันที่ 30 สิงหาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2569
ปัญหาของการมีมาตรการบังคับเอกชนรับซื้อราคาขั้นต่ำแต่ไม่มีการควบคุมราคาสูงสุด สร้างปัญหาต้นทุนให้กับภาคปศุสัตว์อาหารสัตว์ทั้งหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ โดยเฉพาะหมูที่ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นยาก
โดยปัจจุบันความต้องการบริโภคทั้งประเทศตามข้อมูลของผู้แทนกรมปศุสัตว์
- ช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ตัวเลขอยู่ในระดับ 66,000-67,000 ตัวต่อวัน
- มีย่อตัวลงช่วงเดือนเมษายนที่ 1,85 ล้านตัวเฉลี่ย 61,600 ตัวต่อวัน
- สัปดาห์ล่าสุดเดือนพฤษภาคมขยับขึ้นมาที่เฉลี่ย 65,000 ตัวต่อวัน
แต่ปัญหาจากการเข้ามารบกวนของหมูเถื่อนซึ่งซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน ทำให้ 3 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสุกรขาดทุนต่อเนื่อง
ประเด็นราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ประธานในที่ประชุมในฐานะรองอธิบดีกรมการค้าภายในก็ต้องมาตรวจสต๊อกข้าวโพดกันอีกที โดยปัจจุบันยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยวรอบใหม่ สต๊อกส่วนใหญ่อยู่ในมือของผู้รวบรวม
นายสัตวแพทย์เกียรติภูมิ ให้ข้อมูลที่ประชุมว่าสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีลงนามในฐานะสมาชิกของสมาพันธ์ปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกี่ยวการเกี่ยวกับต้นทุนราคาข้าวโพดสูงขึ้นสร้างภาระให้การเลี้ยงสุกร จึงมีหนังสือถึงภาครัฐ เรื่อง เพิจารณาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระทบต้นทุนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เป็นการเร่งด่วน
ปัจจุบันราคาลูกสุกรพันธุ์มีทิศทางลดลงมาตลอดเช่นกัน การตัดวงจรลูกสุกร ที่จำนวน 50,000- 60,000 ตัว ลดแรงกดดันกรณีราคาตกต่ำได้น้อย
ในขณะที่ผู้ร่วมประชุมจากบริษัทครบวงจรได้ให้ข้อมูลที่ประชุมดังนี้
CPF แจ้งการบริโภคลดลง ราคาสุกรมีชีวิตของกลุ่มขายอยู่ที่ต่ำกว่า 60 บาทเล็กน้อย Supply ส่วนเกินมีไม่มาก
BTG น้ำหนักการเลี้ยงจากเดิม 100-102 กิโลกรัม ปัจจุบันมาอยู่ที่ 102-105 กิโลกรัม ราคาสุกรขุนที่ได้จะต่ำกว่ารายงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จากสภาวะราคาตกต่ำสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรรายย่อยเป็นจำนวนมาก
TFG ปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มยังไม่มีส่วนเกิน สุกรขุนขายได้อยู่ที่ประมาณ 54-56 บาท ไม่มีการเลี้ยงเพิ่ม
VCF ผลผลิตในกลุ่มยังคงทรงตัวในขณะที่ยอดขายลดลง
SPM ราคาตกต่ำในรอบนี้รายย่อยไม่น่าจะรอด จะมีการออกจากอาชีพเยอะขึ้น โดยผู้เลี้ยงระดับกลางมีความเสี่ยงสูงมากที่จะหายไปจากวงการเช่นกัน
ในขณะที่ภาพรวมการจัดโปรโมชั่นของกลุ่มห้างค้าปลีก จะมุ่งไปที่ส่วนเนื้อแดงเป็นหลัก ร้าน Shop หมู เน้นโปรหมูบด กลุ่ม Shop หมู หรือ Pork Meat Shop มีการแข่งขันด้านราคาสูงมาก โดยมีส่วนแบ่งตลาดทั้งระบบสูงที่สุดในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70% ซึ่งเป็นจุดที่ประธานในที่ประชุมได้กล่าวว่าจะเข้าไปตรวจสอบการแข่งขันราคาของกลุ่มดังกล่าว
ซึ่งในประเด็นดังกล่าวสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้เคยระบุลงไปในหนังสือยื่นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขอให้เข้ามาช่วยเรื่องราคาตกต่ำของสุกรตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่มีการยื่นโดยตรงจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงการกระจายความเสี่ยงของกลุ่มฟาร์มครบวงจรที่มี Shop หมู ผลตอบแทนที่ได้จาก Shop หมูจะสวนทางกับผู้เลี้ยงสุกรทึ่พี่งพาราคาสุกรหน้าฟาร์มอย่างเดียวที่ได้
ซึ่งการแข่งราคาของกลุ่ม “Shop หมู” น่าจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อราคาสุกรหน้าฟาร์มตกต่ำมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ “สุกรและเนื้อสุกร” เป็นสินค้าควบคุมเช่นเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามกฎหมายป้องกันการผูกขาด(พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ) เช่นกัน










