อาจารย์ศกร ไขคำตอบ “สถานการณ์อุตสาหกรรมนมไทย” “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเกษตรกรได้รับผลกระทบ และปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่? แนะ “อุตสาหกรรมนมไทย” ต้องปรับตัว ยกระดับทั้งระบบ

รศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความที่น่าสนใจลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว Skorn Koonawootrittriron ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายท่านสอบถามผมอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับ “สถานการณ์อุตสาหกรรมนมไทย” โดยเฉพาะคำถามตรงไปตรงมา ที่ว่า “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเกษตรกรได้รับผลกระทบ และปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่?”
ผมจึงขอแสดงความคิดเห็นและอธิบายสาระเชิงวิชาการจากข้อมูลในช่วงกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา เพื่อให้พวกเราเห็นภาพและช่วยกัน “มองปัญหาให้ตรงจุด” จะได้เข้าใจ และสามารถร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาความมั่นคงในการผลิตอาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากย้อนกลับไป “อุตสาหกรรมนมไทย” ถือเป็น “หนึ่งในความสำเร็จของนโยบายภาคเกษตร” ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้
เราสามารถสร้าง “ระบบการผลิตจากศูนย์ พัฒนาเกษตรกรรายย่อย และ สร้างเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ” ภายใต้บทบาทของ “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย” และ “กรมปศุสัตว์” จนมีปริมาณน้ำนมดิบมากกว่า ๑ ล้านตันต่อปี และ มีระบบรองรับตลาดผ่านโครงการนมโรงเรียน ที่คิดเป็นมากกว่า ๓๐% ของการใช้น้ำนมดิบทั้งระบบ สิ่งเหล่านี้ เป็น “ฐานที่แข็งแรง” ที่พวกเราช่วยกันสร้างมา
แต่ในช่วง ๑๐ ปีหลัง ภาพเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โครงสร้างการผลิตยังคงเป็น “เกษตรกรรายย่อย” กว่า ๘๐–๙๐% ฟาร์ม มีโคนมเฉลี่ยเพียง ๒๐–๓๐ ตัว ทำให้ “ไม่สามารถลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ในขณะที่ “ต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบ” อยู่ในระดับประมาณ ๑๗–๑๙ บาท/กิโลกรัม และ มีความผันผวนสูงจาก “ต้นทุนอาหารสัตว์” ซึ่งคิดเป็น ๖๐–๗๐% ของต้นทุนทั้งหมด ในขณะเดียวกัน “ผลผลิตเฉลี่ยต่อโค” ยังอยู่เพียง ๑๒–๑๕ กิโลกรัม/ตัว/วัน ซึ่ง “ต่ำกว่า” ศักยภาพที่ควรจะเป็นในระบบที่ใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูลอย่างเต็มที่ หลายฟาร์มที่ทำได้ดี (ได้ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยต่อตัวต่อวันสูง) กว่านี้ คงพอทราบกันดี
ที่สำคัญ คือ แม้ประเทศไทยผลิตน้ำนมได้มากกว่า ๑.๑–๑.๓ ล้านตันต่อปี แต่ยังต้อง “นำเข้านมผงและผลิตภัณฑ์นม” ในปริมาณสูง (บางปีเทียบเท่า ๔๐–๕๐% ของการบริโภค) ภายใต้กรอบ FTA โดยเฉพาะจาก “นิวซีแลนด์” และ “ออสเตรเลีย”
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ปัญหาไม่ใช่แค่ปริมาณ” แต่เป็น “ความสามารถในการแข่งขัน และ การจัดการระบบ”
ในระดับ “ห่วงโซ่อุปทาน” รายงานเชิงลึกชี้ชัดว่า ระบบของเรายังมีลักษณะ “ผลิตได้ แต่จัดการไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ” … “สหกรณ์จำนวนมากยังทำหน้าที่เพียงรวบรวมน้ำนม” ขาดศักยภาพในการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ “อุตสาหกรรมยังพึ่งพาสินค้าพื้นฐาน (commodity)” มากกว่า สินค้ามูลค่าสูง ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรผูกติดกับราคาน้ำนมดิบเป็นหลัก
และเมื่อเกิดความไม่สมดุลระหว่าง “การผลิต–การแปรรูป–การตลาด” ปัญหาที่รุนแรงที่สุด จึงปรากฏตัวชัด คือ “การค้างชำระค่าน้ำนม” ซึ่งในบางช่วงมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท กระทบสหกรณ์มากกว่า ๒๐ แห่ง และ เกษตรกรจำนวนมาก และมันเป็น “สัญญาณที่ชัดเจน” ของ “system breakdown”
ผมขอเน้นย้ำให้ชัดเจนว่า ปัญหานี้ “ไม่ใช่ความล้มเหลวของเกษตรกร” และ “ไม่ใช่ปัญหาของคุณภาพน้ำนม” นะครับ “น้ำนมไทยจำนวนมากมีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีมาตรฐานรองรับ และ ยังมีความต้องการในตลาด” แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ “ความล้มเหลวในการบริหารจัดการ” โดยเฉพาะ
– การบริหารกระแสเงินสดของหน่วยรับซื้อ
– การทำและบังคับใช้สัญญา (MOU)
– การจัดสรรโควตาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง
– การขาดข้อมูลแบบ real-time เพื่อ บริหารอุปทาน และ
– การพึ่งพานโยบาย มากกว่า กลไกตลาด
ถ้าคุยกันอย่างตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้เป็น “ความล้มเหลวในการบริหารจัดการ (management failure)” ที่เกิดในระบบ ไม่ใช่ “ความล้มเหลวในการผลิต (production failure)” ของเกษตรกร
ในภาพใหญ่ “อุตสาหกรรมการผลิตนมของประเทศไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อม ๆ กัน ทั้ง “ต้นทุนที่สูง การแข่งขันจากสินค้านำเข้า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างภายใน” แต่ในขณะเดียวกันรายงานเชิงลึกหลายฉบับก็ชี้ให้เห็น ว่า “ศักยภาพในการผลิตของไทยยังมีอยู่” โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาพันธุกรรมโคนมเขตร้อน การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ การเพิ่มผลผลิตต่อโคอย่างน้อย ๒๐–๓๐% และ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น นมพรีเมียม นมอินทรีย์ หรือ ผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่า ๒–๓ เท่า
ดังนั้น “ทางออก” จึงไม่ใช่ “การลดการผลิต” แต่เป็น “การยกระดับทั้งระบบ” ตั้งแต่ “ฟาร์ม สหกรณ์ ไปจนถึงนโยบายระดับประเทศ”
เราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “การพยุงราคา” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพ” จาก “การผลิตวัตถุดิบ” ไปสู่ “การสร้างมูลค่า” และเปลี่ยนจาก “ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบาย” ไปสู่ “ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและตลาด” นะครับ
ใน “การปรับตัวเพื่ออนาคต” โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า
ในระดับ “เกษตรกร” เกษตรกรจำเป็นต้องก้าวจาก “ผู้ผลิตตามระบบ” ไปสู่ “ผู้ผลิตเชิงมืออาชีพที่ใช้ข้อมูล” อย่างจริงจัง เป้าหมายไม่ใช่ “การเพิ่มจำนวนโค” แต่เป็น “การเพิ่มผลผลิตต่อตัวโค” อย่างน้อย ๒๐–๓๐% ผ่าน การปรับปรุงพันธุกรรม (ใช้ข้อมูลค่าความสามารถทางพันธุกรรม), การจัดการอาหารหยาบในฟาร์มเพื่อลดต้นทุน, การลดความเครียดจากอากาศร้อน (heat stress), และ การควบคุมโรคเต้านมอักเสบ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมพยายามเน้นย้ำเสมอ คือ “เราต้องมีข้อมูลฟาร์ม” เพราะ “ข้อมูล คือ ฐานของการตัดสินใจในยุคใหม่” เกษตรกรที่สามารถลดต้นทุนได้ ๑–๒ บาท/กก. จะมีความสามารถแข่งขันต่างจากเดิมอย่างชัดเจน ลองพิจารณากันดูนะครับ
ในระดับ “สหกรณ์” สหกรณ์ต้อง “เปลี่ยนบทบาท” จาก “ผู้รวบรวมน้ำนม” เป็น “ผู้ประกอบการธุรกิจนม” อย่างแท้จริง ต้องมี “ระบบบัญชีและการเงิน” ที่ “โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีวินัยในการชำระเงิน” ต้อง “กล้าลงทุนในโรงงานแปรรูป การสร้างแบรนด์ และ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” เป้าหมายของสหกรณ์ คือ “เพิ่มสัดส่วนรายได้” จาก “value-added products” ให้ได้อย่างน้อย ๓๐–๔๐% ของทั้งหมด ไม่ใช่ “พึ่งพาน้ำนมดิบ” เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งต้องมี “ระบบวางแผนปริมาณน้ำนมแบบ real-time” เพื่อไม่ให้เกิด ภาวะผลผลิตน้ำนมสูงกว่าความต้องการ (oversupply) ซ้ำอีก
ในระดับ “หน่วยงานรัฐและนโยบาย” บทบาทของ “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย” และ “กรมปศุสัตว์” จำเป็นต้อง “ปรับเชิงโครงสร้าง” จาก “ผู้กำกับ” และ “แทรกแซง” → เป็น “ผู้สร้างระบบ” (system architect) ที่เน้น
– การสร้างฐานข้อมูลน้ำนมระดับชาติ แบบ real-time
– การกำกับสัญญา ให้มี accountability จริง
– การพัฒนาระบบชำระเงิน ที่ปลอดภัยต่อเกษตรกร
– การลงทุนใน R&D ด้านพันธุกรรม และ ระบบการผลิตเขตร้อน
– การเตรียมอุตสาหกรรมให้แข่งขันภายใต้ FTA ไม่ใช่เพียง ปกป้อง
ที่สำคัญที่สุด คือ “ธรรมาภิบาล” และ “ความจริงใจ” ต้องเป็นหัวใจ เพราะ “ระบบจะเดินต่อ ไม่ได้ หากความเชื่อมั่นของเกษตรกร ยังไม่กลับมา”
– สำหรับเกษตรกร ผมอยากย้ำอีกครั้งว่า “สิ่งที่ทุกท่านทำ มีคุณค่าอย่างยิ่ง” ท่านเป็น “ฐานของระบบอาหารของประเทศ” ปัญหาเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่เป็นความท้าทายของระบบที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันแก้
– สำหรับสหกรณ์ นี่เป็น จุดเปลี่ยนสำคัญในการ “ยกระดับตัวเอง” ไปสู่ “ความเป็นมืออาชีพ” อย่างแท้จริง
– สำหรับผู้บริโภค ผมอยากชวนให้ พวกเรามองนมไทยด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น “การเลือกบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมของไทย” ไม่ใช่เพียง “การซื้อสินค้า” แต่เป็น “การสนับสนุนเกษตรกรไทย และ ช่วยรักษาระบบและความมั่นคงในการผลิตอาหารของประเทศ”
ถ้า ไทย ไม่ช่วย ไทย แล้ว จะขอให้ ใคร มาช่วยเรา?
หากเรา “มองปัญหาอย่างตรงไปตรงมา” และ “ร่วมกันปรับตัว” อย่าง “มีข้อมูล มีธรรมาภิบาล และมีเป้าหมายร่วมกัน” ผมยังเชื่อมั่นว่า “อุตสาหกรรมนมไทย” สามารถ “พลิกวิกฤต เป็น โอกาส” และ ก้าวไปสู่ระบบที่เข้มแข็ง มีมูลค่า และ ยั่งยืนได้ในระยะยาว แน่นอน
ก้อ ขอรบกวนฝาก “ความหวัง” ในการแก้ไขและฟื้นฟูสถานการณ์ไว้กับ “ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน” เลยนะครับ ช่วยกันครับ
Like this:
Like Loading...