สมาคมการค้า ผู้ค้าไข่ไทย แจง ปัดเอาเปรียบผู้บริโภค และผู้เลี้ยงไก่ไข่ ชี้ “การค้าคือการอยู่ร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน”

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายปรีชา เอมอิ่ม นายกสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย โพสต์ชี้แจง กรณีผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงผู้เลี้ยงไก่ไข่ท่านหนึ่ง ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ว่า ”ผู้บริโภค และผู้เลี้ยงไก่ไข่ ถูกเอาเปรียบจากผู้ค้าไข่ไก่“ ในกลุ่มเฟซบุ๊กสมาคมการค้า ผู้ค้าไข่ไทย ระบุว่า สวัสดีครับ เพื่อนๆ ผู้ค้าไข่ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการไข่ไก่ทุกท่าน
2-3 วันนี้ ผมเห็นข้อความจากผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงผู้เลี้ยงไก่ไข่ท่านหนึ่ง ออกมาแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่ว่า “ผู้บริโภค และผู้เลี้ยงไก่ไข่” ถูกเอาเปรียบจากผู้ค้าไข่ไก่ โดยแสดงความคิดเพิ่มเติมอีกว่า “ราคาไข่คละหน้าฟาร์ม ในอดีต เคยสูงสุดอยู่ที่ 4.00 บาท/ฟอง และปัจจุบันอยู่ที่ 3.40 บาท/ฟอง แต่ราคาขายส่ง และขายปลีก เกือบจะเหมือนกัน”
ท่านกำลังจะสื่อให้เห็นว่า ผู้ค้าคนกลางค้ากำไรเกินควร และกดราคาฟาร์มใช่หรือไม่
ในเรื่องราคาไข่คละ ตั้งแต่หน้าฟาร์ม จนมาถึงมือผู้บริโภค ในระหว่างทาง แต่ละขั้นตอน ล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่งตั้งแต่ฟาร์ม จนถึงแผงค้าในตลาดสด ค่าจ้างแรงงาน ค่าเช่าร้าน ค่าเช่าแผง ขั้นตอนการคัดแยกเบอร์ ไข่บุบ ไข่ร้าว ไข่ตกเกรด และค่าอื่นๆ อีกมายมาย ทุกอย่างคือค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ส่วนราคาที่ท่านอ้างว่าใกล้เคียงกันนั้น ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเหมือน หรือเท่ากัน การที่ท่านออกมาแสดงความคิดเห็น ต้องแสดงข้อมูลให้ชัดว่าเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน ฟองละกี่สตางค์ เท่ากันอย่างไร “ส่วนราคารับหน้าฟาร์ม จนถึงราคาขายปลีก มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ไม่มีทางที่จะเท่ากันได้” เพราะมีโครงสร้างราคาไข่ไก่ควบคุมไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว
ซึ่งโครงสร้างราคาไข่ไก่นี้ เป็นที่ยอมรับ ทั้งในส่วนราชการและเอกชน มีการนำไปใช้ในหลายๆ เหตุการณ์ ตั่งแต่ช่วงการระบาดของโควิด -19
แล้วที่ท่านออกมาแสดงความคิดเห็นต่อว่า “ผู้ค้าไม่มีคุณธรรม ซ้ำเติมกดราคาจากฟาร์ม” เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของผู้ค้าไข่เป็นอย่างมาก
เพราะในทุกครั้งที่ท่านประกาศราคามาพ่อค้าก็จำใจต้องขายตามราคาที่ท่านประกาศ แม้แต่ในบางครั้งที่ตลาดอืดเรายังจำเป็นต้องซื้อในราคาที่ท่านต้องการ แล้วมาหั่นเนื้อตัวเองขายในราคาที่พอไปได้ เพื่อให้เราขายของได้ ไม่ได้มีพ่อค้ารายไหนที่จะไปกดราคาตามที่ท่านกล่าวอ้างแต่อย่างใด เราซื้อมาขายไปตามภาวะการค้า ภาวะตลาด ตลาดอืดเราก็ขายอืด ตลาดมีความต้องการมากเราก็เรียกของมาก ไม่ต้องอาศัยวาทกรรมใดๆ มาบอกทุกคนในวงการนี่ก็รู้กันดีอยู่แล้ว
“การค้าคือการอยู่ร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน”





