ข่าว (News) สุกร (Pig)

ถอดบทเรียนหมูจีน ชู AI–ไบโอซีเคียวริตี้ สู่ฟาร์มยุคใหม่

ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ่ายทอดมุมมองจากการเดินทางไปประเทศจีน ที่ทำให้เห็นว่า การเลี้ยงสุกรในวันนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องการผลิต แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยี การเฝ้าระวังโรค และการตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เมื่อเทคโนโลยีผสานกับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ นี่อาจเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมสุกรสู่อนาคต

วันที่ 24 ตุลาคม 2569 ศาสตราจารย์นายสัตวแพทย์ ดร.ณุวีร์ ประภัสระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Nuvee Prapasarakul โดยระบุว่า มาจีนรอบนี้…ผมกลับไปมองคำว่า “เลี้ยงหมู” ไม่เหมือนเดิมเลยครับ (ยาวหน่อยนะ .. หายใจลึกลึก อ่านจบแล้วรวย)

มางานประชุมสุกร Leman ปีนี้ ได้เห็นการเลี้ยงหมูบนตึกสูงของจีน และฟังแนวคิดของกลุ่มมู่หยวน (Muyuan) แล้วบอกเลยว่า…
หมูขึ้นคอนโดไปแล้ว ส่วนผมยังลุ้นลิฟต์โรงแรมว่าจะลงทันรถเที่ยวแรกไหม
วิทยากรท่านนี้มหัศจรรย์มาก คนที่ผมนั่งฟังแล้วต้องเงี่ยหูตาม คือคุณฉิน อิงหลิน (Qin Yinglin; 秦英林) ผู้ก่อตั้งมู่หยวน ผู้เรียนจบด้านสัตวบาลและเริ่มต้นธุรกิจจากหมูเพียง 22 ตัว ก่อนสร้างกิจการจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการสุกรจีน
จากหมู 22 ตัว ตอนนี้มู่หยวนใหญ่แค่ไหน? ปี 2025 บริษัทเดียวจำหน่ายสุกรขุนเกือบ 78 ล้านตัว เฉลี่ยวันละกว่า 2 แสนตัว! ย้ำว่ารวมทั้งเครือบริษัทนะครับ ไม่ใช่คอนโดหลังเดียว…แค่นึกถึงปริมาณอาหารที่ต้องเตรียมทุกวัน ผมก็อยากวางช้อนแล้วตั้งใจฟังต่อแล้วครับ
สิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่ใช่แค่ตึกใหญ่ หมูเยอะ หรือเทคโนโลยีแพง แต่คือวิธีคิดที่เชื่อมสุขภาพหมู คนทำงาน เพื่อนบ้าน พื้นที่เกษตร และอนาคตอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน
ฟังไปก็คิดไปว่า “เออ…เขาเอาจริงว่ะ”
หมูยังไม่ทันประกาศว่าป่วย ระบบต้องเริ่มรู้แล้ว
ตามที่บริษัทนำเสนอ ระบบเฝ้าระวังโรค “Sky Net” ครอบคลุม 24 มณฑล มีจุดตรวจ 114 จุด และทีมปฏิบัติการประมาณ 1,200 คน พร้อมระบบเก็บตัวอย่าง ตรวจ และตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ชื่อเหมือนหนังไซไฟ แต่ภารกิจคือสู้กับ ASF และโรคสำคัญในฟาร์มครับ 
ที่ชอบคือแนวคิด “เกาะความปลอดภัย” รอบฟาร์ม ซึ่งรวมเกษตรกรข้างเคียงเข้ามาอยู่ในระบบเฝ้าระวังด้วย เพราะต่อให้ประตูฟาร์มเราแน่นหนาแค่ไหน ถ้ารอบบ้านยังมีไฟไหม้ เราก็ต้องช่วยกันดับ
บทเรียนสำหรับบ้านเรา: สร้างเครือข่ายฟาร์มใกล้กัน มีสัตวแพทย์และห้องแล็บที่ประสานงานกัน รู้ว่าเมื่อไรต้องเก็บตัวอย่าง ส่งที่ไหน และใครต้องทำอะไรเมื่อผลออก ความเร็วแบบนี้เริ่มจากการจัดระบบได้ ไม่จำเป็นต้องรอซื้อเครื่องมือครบก่อน
AI ของเขามีงานทำจริงในฟาร์ม
บริษัทเล่าว่านำข้อมูลและประสบการณ์กว่า 30 ปี มาพัฒนาระบบผู้ช่วยด้านการผลิตและสุขภาพสุกร
ผมสนใจตรงนี้มาก เพราะคนเก่งหนึ่งคนเดินดูหมูได้จำกัด แต่ถ้าเอาประสบการณ์ของคนเก่งมาช่วยคนหน้างานได้ทุกวัน ก็มีโอกาสลดความผิดพลาดและเวลาที่เสียไป
แน่นอนครับ ข้อมูลเยอะไม่ได้แปลว่าคำตอบถูกทุกครั้ง คำแนะนำเรื่องโรคและการใช้ยายังต้องมีสัตวแพทย์กำกับ
ส่วนฟาร์มไทย ก่อนถามว่า “จะใช้ AI ตัวไหนดี?”
ลองถามก่อนว่า “ข้อมูลฟาร์มเมื่อวาน จดครบหรือยัง?”
ถ้ายังอยู่ในหัวเฮีย ในไลน์ลูกน้อง และบนกระดาษที่หมูกัดไปครึ่งแผ่น…AI ก็อาจต้องขอลาพักร้อนก่อนครับ
เริ่มจากข้อมูลอาหาร น้ำ น้ำหนัก การตาย การรักษา และต้นทุนที่เชื่อถือได้ แค่นี้ก็มีเรื่องให้ปรับปรุงอีกเยอะแล้ว
เรื่องขี้หมู…เขาคิดไปถึงทุ่งข้าวสาลี
อีกส่วนที่น่านับถือคือการจัดการอากาศ กลิ่น และของเสียอย่างเป็นระบบ ทั้งระบบกรองอากาศ การจัดการลม การลดกลิ่น และการนำมูลกับน้ำเสียไปผลิตก๊าซชีวภาพ ก่อนนำธาตุอาหารกลับไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก
หมูกินอาหาร → เกิดมูล → ได้พลังงานและธาตุอาหาร → กลับไปเลี้ยงพืช
ขี้หมูมีเส้นทางอาชีพชัดเจนกว่าคนบางคนอีกครับ
แต่ต้องบำบัด ตรวจคุณภาพ และใช้ตามความต้องการของพืชกับความสามารถของพื้นที่รองรับ เทมากเกินไปก็เป็นภาระต่อดินและน้ำได้
สำหรับไทย เรื่องที่น่าลองคือจับคู่ฟาร์มกับพื้นที่เกษตรใกล้เคียง แล้วทำบัญชีธาตุอาหารจริงจัง
ฟาร์มมีอะไร พืชต้องการเท่าไร ขนส่งคุ้มไหม ลดค่าปุ๋ยได้เท่าไร และตรวจผลกระทบอย่างไร ให้ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน
เพื่อนบ้านควรได้ประโยชน์จากการมีฟาร์มอยู่ใกล้ มากกว่าได้ฝึกกลั้นหายใจเก่งขึ้นทุกปีครับ
ใหญ่ขนาดนี้ ก็ยังต้องคิดเรื่องวินัยการผลิต
บริษัทเล่าถึงการชะลอการขยายและหยุดการผลิตบางส่วนเพื่อรับมือภาวะตลาด ทำให้ผมคิดว่า การลงทุนเก่งกับการรู้จังหวะชะลอ ต้องใช้ความสามารถทั้งคู่
ราคาดีแล้วทุกคนขยายพร้อมกัน พอผลผลิตออกมาพร้อมกัน ก็มานั่งมองหน้ากันว่า “ใครทำราคาลงวะ?”
เอ่อ…พวกเราทั้งโต๊ะนี่แหละครับ
การตัดสินใจผลิตโดยใช้ข้อมูลตลาดและต้นทุนของตัวเองจึงสำคัญพอ ๆ กับการเลี้ยงให้เก่ง ส่วนการลดต้นทุนควรเริ่มจากหาความสูญเสียให้เจอ ทั้งอาหารหก น้ำรั่ว พลังงานเกินจำเป็น โรคเรื้อรัง และการตายที่ป้องกันได้
บางครั้งกำไรไม่ได้หายไปไหนไกล มันไหลออกจากท่อน้ำหลังโรงเรือนนี่เอง
แล้วไทยต้องสร้างคอนโดหมูตามไหม?
ใจเย็นครับ อย่าเพิ่งโทรหาผู้รับเหมา
ฟาร์มหลายชั้นต้องใช้เงินลงทุน ระบบวิศวกรรม พลังงาน การจัดการโรค และแผนฉุกเฉินที่เหมาะสม ความคุ้มค่าต้องคิดตามบริบทของเรา
แต่หลายวิธีคิดเริ่มทำได้เลย:
• บันทึกข้อมูลให้ใช้ตัดสินใจได้จริง
• ตรวจโรคให้เร็ว และเตรียมขั้นตอนตอบสนองให้ชัด
• ร่วมมือกับฟาร์มรอบข้าง
• วัดต้นทุนและความสูญเสียเป็นรายจุด
• จัดการกลิ่นและของเสียโดยฟังเสียงชุมชน
• ทดลองเทคโนโลยีทีละเรื่อง แล้ววัดว่าคุ้มจริงหรือไม่
ตัวเลขและผลสำเร็จหลายอย่างเป็นข้อมูลจากการนำเสนอของบริษัท จึงต้องดูรายละเอียดและหลักฐานประกอบก่อนนำมาเทียบกับฟาร์มไทย แต่ทิศทางและความจริงจังครั้งนี้ทำให้ผมกลับมามีคำถามกับงานของเราอีกเยอะเลยครับ
ผมนับถือความพยายามที่จะทำให้การเลี้ยงสุกรมีประสิทธิภาพ อยู่ร่วมกับชุมชนได้ และทำให้คนทำงานภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ
มาจีนรอบนี้ ได้ทั้งความรู้ ความว้าว และการบ้านกลับไปคิดต่อ
หมูจีนขึ้นตึกไปแล้วครับ
ส่วนเรากลับไปเริ่มจากยกระดับระบบของฟาร์มตัวเองกันก่อน
เขียนมาถึงตรงนี้ ผมก็ต้องกลับไปทำการบ้านของตัวเองเหมือนกัน…แซวคนอื่นไว้เยอะ เดี๋ยวโดนตรวจฟาร์มความคิด
Pasusart News
No.1 Livestock Online Magazine in Thailand
https://pasusart.com