โรคพีอาร์อาร์เอส หรือ Porcine reproductive and respiratory syndrome; PRRS เป็นกลุ่มอาการของโรคในระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินหายใจในสุกร ที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรทั่วโลก1 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น อัตราการแท้งสูง สูญเสียลูกสุกรแรกคลอด การเจริญเติบโตที่ช้า และต้นทุนในการรักษา ควบคุมโรคที่เพิ่มขึ้น² นอกจากผล กระทบโดยตรงแล้ว โรค PRRS ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในฟาร์ม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดโรคอื่นๆ ซึ่งเป็นความท้าทายต่อระบบการผลิตสุกรในระยะยาว
การศึกษาของ Zhang และคณะ3 ทำการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ PRRS ในฟาร์มสุกรจีน 4 ฟาร์ม (2014–2017) พบว่าโรค PRRS ทำให้เกิดความเสียหายเฉลี่ย 1,424 หยวนต่อแม่สุกร (ประมาณ 7,120 บาท) โดยครึ่งหนึ่งมาจากจำนวนลูกสุกรหย่านมลดลง และอีกครึ่งหนึ่งจากต้นทุนการเลี้ยงสุกรขุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงและความจำเป็นในการควบคุมโรคอย่างจริงจัง
PRRSV เป็นไวรัส RNA ที่มีอัตราการกลายพันธุ์สูง ส่งผลให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในฟาร์มเดียวกัน4 แม้จะมีการใช้วัคซีนเชื้อเป็น (Modified Live Vaccine; MLV) และวัคซีนเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) ในการควบคุมโรคมาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็ยังพบข้อจำกัด ในเรื่องของสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาด ไม่สอดคล้องกับสายพันธุ์ไวรัสที่ใช้ผลิตวัคซีน
สถานการณ์โรคในเอเชีย: ภาพรวมและกรณีประเทศไทย
ในช่วงที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียเผชิญกับความหลากหลายของสายพันธุ์ PRRSV ทั้ง PRRSV-1 และ PRRSV-2 หลาย lineage พร้อมกัน5 โดยพบลักษณะเด่น 3 ข้อ ที่ส่งผลต่อการควบคุมโรค ได้แก่
1. ความหลากหลายของสายพันธุ์สูง – มีทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมในพื้นที่ สายพันธุ์จากภูมิภาคอื่น และ สายพันธุ์ลูกผสม (Recombinant strains) ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างไวรัสสองสายพันธุ์ หรือมากกว่า
2. การเคลื่อนย้ายสุกรในระยะไกล – ระบบการผลิตสุกรในเอเชียมักมีการส่งสุกรระหว่างฟาร์มหลายแห่งเพื่อรองรับการผลิต ทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้เร็ว
3. การใช้วัคซีนหลากหลายสายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกัน – เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสายพันธุ์ลูกผสม ที่มีลักษณะเชิงลบต่อการควบคุมโรค
การศึกษาในประเทศไทย ปี 2568 โดย Mebumroong และคณะ6 พบว่าในฟาร์มสุกรที่เลี้ยงเชิงพาณิชย์มีการติดเชื้อ PRRSV-2 หลายสายพันธุ์พร้อมกัน และวัคซีน MLV ที่ใช้ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในฟาร์ม แม้เช่นนั้น การทำวัคซีน ยังช่วยลดอาการป่วย ลดปริมาณไวรัสในเลือด และลดความเสียหายของปอดในสุกรระยะอนุบาลได้ ผลนี้ยืนยันว่าการใช้วัคซีนยังมีความจำเป็น แต่ต้องใช้ควบคู่กับมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่เข้มงวด และการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่
ข้อจำกัดของวัคซีน MLV ที่พบปัจจุบัน เช่น ความจำเพาะของภูมิคุ้มกัน ความเสี่ยงในการกลับไปก่อความรุนแรง หรือ การรวมกันจนเกิดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการผลิตวัคซีน โดยเน้นไปที่ความปลอดภัย และการป้องกันครอบคลุมหลายสายพันธุ์ เช่น
– วัคซีนอนุภาคนาโน (Nanoparticle vaccine): ใช้โครงสร้างโปรตีนสามมิติที่เสถียรได้อัตโนมัติ (Self-assembling) เช่น Ferritin เพื่อบรรจุและนำเสนอแอนติเจนไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพ งานของ Sun และคณะ7 พบว่าวัคซีนชนิดนี้กระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้งแบบสารน้ำ (Humoral) และแบบพึ่งเซลล์ (Cell-mediated) ได้อย่างมีนัยสำคัญ และสามารถป้องกันการติดเชื้อในสุกรทดลองได้
– วัคซีน mRNA: ใช้การเข้ารหัสโปรตีนฟิวชัน ในการออกแบบรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างโปรตีนจำเพาะ เช่น GP5-M เพื่อให้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้หลายรูปแบบ และสามารถปรับลำดับรหัสพันธุกรรมให้ตรงกับสายพันธุ์ระบาดได้อย่างรวดเร็ว8
– วัคซีน Codon-Pair Deoptimization (CPD): ใช้เทคนิค ปรับคู่โคดอน (Codon) ของจีโนมไวรัสเพื่อลดความสามารถในการแบ่งตัว โดยยังคงโครงสร้างโปรตีนเดิม ทำให้ปลอดภัยและลดโอกาสในการกลับไปก่อความรุนแรงของไวรัส9
วัคซีน CPD : ความสามารถในการป้องกันไวรัสข้ามสายพันธุ์
หนึ่งในเป้าหมายของการใช้ CPD คือยีน NSP1 ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการกดการตอบสนองภูมิคุ้มกันของสุกร NSP1 ของ PRRSV สามารถยับยั้งการสร้าง Interferon type I และรบกวนการส่งสัญญาณของเส้นทาง JAK-STAT ซึ่งเป็นด่านสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อไวรัส10
การปรับคู่โคดอนของ NSP1 ด้วยเทคนิค CPD ทำให้โปรตีนนี้ถูกผลิตออกมาในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ไวรัสสูญเสียประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายสุกรสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่และเร็วขึ้น ทั้งยังคงโครงสร้างแอนติเจนเดิมไว้ ทำให้มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ไวรัสที่หลากหลาย
Park และคณะ11 รายงานว่า วัคซีน PRRSV ที่ถูกทำให้อ่อนกำลังด้วยเทคนิค NSP1-CPD สามารถลดปริมาณไวรัสในเลือดและเนื้อปอดของสุกรได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดความรุนแรงของรอยโรคปอด และกระตุ้นการสร้าง IFN-γ secreting cells รวมถึงเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดอื่นๆ ได้ในระดับสูงกว่าเมื่อเทียบกับวัคซีน MLV แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน (Heterologous challenge) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของ NSP1-CPD ในการเป็นวัคซีนที่ให้การป้องกันครอบคลุมหลายสายพันธุ์
สรุปแนวทางการจัดการโรคโดยใช้วัคซีน
การควบคุม PRRS ในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่ผสมผสานการใช้วัคซีนกับมาตรการจัดการภายในฟาร์มอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น การควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกร การแยกกักสัตว์ฝูงใหม่ก่อนเข้าฟาร์ม และการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันมีทางเลือกวัคซีนรุ่นใหม่ เช่น NSP1-CPD ซึ่งมีศักยภาพในการป้องกันข้ามสายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลการใช้จริงในภาคสนาม โดย Preben และคณะ12 ศึกษาในฟาร์มสุกรขนาด 1,800 แม่ ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นฟาร์มที่มีสถานะ PRRSV2 Stable พบว่า การใช้วัคซีน PRRSV2 NSP1-CPD เมื่อเปรียบเทียบกับ PRRSV2-MLV ช่วยลดอัตราการตาย (5.6% เทียบกับ 9.6%) ลดการรักษารายตัว (22.4% เทียบกับ 42.4%) และเพิ่มน้ำหนักระหว่างการเลี้ยง (88.20 กก. เทียบกับ 86.87 กก.) ได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากถึง 7.4 เท่า (ROI 7.4:1)
ดังนั้น แนวทางการควบคุม PRRS ที่ยั่งยืนควรประกอบด้วยการเลือกใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพร่วมกับการจัดการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด หลีกเลี่ยงการใช้วัคซีน MLV หลายสายพันธุ์ในพื้นที่เดียวกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดสายพันธุ์ลูกผสม พร้อมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาและติดตามประสิทธิภาพวัคซีนในภาคสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทั้งสุขภาพสัตว์ เศรษฐกิจฟาร์ม และการป้องกันโรคในระยะยาว
บทความโดย
น.สพ.ธงชัย อมรรัตนาภรณ์ Swine veterinary associate บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด
อ้างอิง
1. Zimmerman JJ, et al. Porcine reproductive and respiratory syndrome virus (PRRSV): Overview and history. Vet Microbiol. 2021.
2. Holtkamp DJ, et al. Economic impact of PRRSV in the US swine industry. J Swine Health Prod. 2013.
3. Zhang Z et al. The economic impact of porcine reproductive and respiratory syndrome outbreak in four Chinese farms: Based on cost and revenue analysis. Frontiers in Veterinary Science, 9:1024720. 2022
4. Hanada K, et al. Genetic variability of PRRSV. Virus Res. 2005.
5. Li S, et al. Epidemiological analysis of PRRSV in large-scale pig farms across 24 provinces in China (2020–2023). Front Vet Sci. 2025.
6. Mebumroong S, et al. Field investigation: Efficacy of PRRSV-2 MLVs in nursery pigs under multi-strain heterologous exposure. Animals. 2025.
7. Sun Y, et al. Nanoparticle vaccine triggers IFN-γ and confers protective immunity against PRRSV. ACS Nano. 2025.
8. Mou C, et al. mRNA vaccine expressing fused structural protein (GP5-M) against epidemic PRRSV. Vet Microbiol. 2025.
9. Coleman JR, et al. Virus attenuation by codon-pair deoptimization. Science. 2008.
10. Chen Z, et al. PRRSV NSP1-mediated inhibition of interferon production. J Virol. 2014.
11. Park C, et al. Field PRRSV attenuated by codon-pair deoptimization in NSP1 protected pigs from heterologous challenge. Vaccine. 2021.
12. Preben M,et al. Controlled, blinded and randomised field efficacy, and return-on-investment study of a next-generation porcine reproductive and respiratory syndrome virus type 2 (PRRSV2) modified live virus (MLV) vaccine. APVS 2025









