โรคบิด (Coccidiosis) เกิดจากเชื้อปรสิต Eimeria ที่เข้าทำลายเยื่อบุผนังลำไส้ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และลดทอนประสิทธิภาพการผลิตของฝูงสัตว์ การทำวัคซีนจึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคทั้งในไก่เนื้อและไก่พ่อแม่พันธุ์
ในอดีต การควบคุมโรคบิดจะพึ่งพาการใช้ยาเคมีต้านโรคบิดและยากลุ่ม Ionophores แม้กลุ่มยาเหล่านี้ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่กลยุทธ์ในไก่พ่อแม่พันธุ์ได้เปลี่ยนมาเน้นการทำวัคซีนมากขึ้น ส่วนในไก่เนื้อ การใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลให้เชื้อโรคบิดเกิดการดื้อยา วัคซีนจึงเข้ามาช่วยปรับคืนความไวต่อการใช้ยาของเชื้อ Eimeria ในโรงเรือน อีกทั้งยังตอบโจทย์มาตรฐานฟาร์มที่ลดการใช้สารเคมีและยาต้านชีพ
เป้าหมายร่วม: การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
ไม่ว่าจะเลี้ยงไก่เนื้อหรือไก่พ่อแม่พันธุ์ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำวัคซีนคือการสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ลูกไก่มักได้รับเชื้อ Eimeria ครั้งแรกผ่านทางการทำวัคซีน แต่การคุ้มโรคที่ยาวนานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเชื้อปรสิตผ่านการหมุนเวียนวัฏจักรชีวิต (Recycling stages) สมบูรณ์ 3-4 รอบ ซึ่งมักเกิดขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์แรกของอายุไก่ แต่ละรอบของการหมุนเวียนเชื้อต้องอาศัยการที่ไก่กินไข่บิดระยะสปอร์ (Sporulated oocysts) เข้าไป เชื้อจะขยายพันธุ์ในลำไส้และขับถ่ายไข่บิดระยะยังไม่สร้างสปอร์ (Unsporulated oocysts) ออกมาพร้อมมูล การที่ไข่บิดจะเจริญเป็นระยะติดเชื้อได้ ต้องอาศัยความชื้น วัสดุรองพื้น อุณหภูมิ และระดับออกซิเจนที่เหมาะสม โดยเชื้อ Eimeria ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 5-7 วันต่อการหมุนเวียน 1 รอบ หากกระบวนการหมุนเวียนระหว่างรอบที่ 1 และ 2 ถูกขัดจังหวะ จะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันของฝูงไม่สม่ำเสมอ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบิดแบบแสดงอาการ อัตราการเจริญเติบโตลดลง และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
เชื้อ Eimeria ที่ก่อโรคในไก่มีทั้งหมด 7 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่พบร่วมกันทั้งในไก่เนื้อและไก่พ่อแม่พันธุ์ ได้แก่ E. acervulina, E. tenella, และ E. maxima ส่วนสายพันธุ์ที่มักพบเฉพาะในไก่พ่อแม่พันธุ์ ได้แก่ E. brunetti และ E. necatrix
ปกป้องประสิทธิภาพการผลิต
ไก่เนื้อ: เป้าหมายหลักคือการลดความเสียหายของผนังลำไส้ให้น้อยที่สุดเพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิต เช่น อัตราเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว (FCR), อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน และอัตราการรอดชีวิต การใช้วัคซีนอาจไม่เหมาะกับไก่เนื้อที่มีอายุจับขายสั้นกว่า 28 วัน เนื่องจากร่างกายยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่เต็มที่
ไก่พ่อแม่พันธุ์: เนื่องจากมีระยะเวลาการให้ผลผลิตยาวนาน เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่การป้องกันโรคในระยะกกและไก่รุ่น แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและยาวนานโดยให้ลำไส้บอบช้ำน้อยที่สุด ในบางฟาร์มอาจมีการทำวัคซีนซ้ำก่อนเริ่มให้ไข่หากไม่แน่ใจเรื่องความครอบคลุมของวัคซีนจากโรงฟักหรือต้องการการหมุนเวียนเชื้อเพิ่มเติมเพื่อความสม่ำเสมอของภูมิคุ้มกัน
การจัดเก็บ การขนส่ง และการบริหารวัคซีน
การทำวัคซีนทำได้ดีที่สุดที่โรงฟักภายใต้สภาวะที่ควบคุมได้ วัคซีนโรคบิดเป็นวัคซีนเชื้อเป็นจึงต้องเก็บในตู้เย็นและห้ามแช่แข็งโดยเด็ดขาด ควรตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้งานเสมอ ผสมวัคซีนกับน้ำยาละลายตามคำแนะนำของผู้ผลิต ใช้ตู้พ่นสเปรย์ (Spray cabinet) หรือการหยดเจล (Gel droplets) เพื่อให้วัคซีนกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และอาจผสมสีย้อมเพื่อตรวจสอบความทั่วถึง เปิดไฟและให้เวลาลูกไก่แต่งขนเพื่อกินวัคซีน ดูแลให้ลูกไก่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและไม่มีลมโกรกเพื่อให้ตัวแห้งและสบายตัว
การจัดการภายในโรงเรือน
การกกที่เหมาะสมมีความสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของลำไส้และการหมุนเวียนของเชื้อบิด นอกจากการดูแลเรื่องความสบายของไก่ การเข้าถึงน้ำและอาหารและแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว ยังมีข้อควรระวังเพิ่มเติมคือ ควรดึงกระดาษปูกกออกก่อนการหมุนเวียนรอบแรกที่อายุ 5 วัน เพื่อให้โอโอซิสต์ตกลงสู่แกลบ/วัสดุรองพื้นและไก่สามารถกินกลับเข้าไปได้ หรือปล่อยให้กระดาษย่อยสลายไปกับวัสดุรองพื้น
ในกรณีการกกแบบจำกัดพื้นที่ (Partial house brooding) จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของไก่ในบริเวณกก ส่งผลให้ความชื้นและอุณหภูมิในแกลบสูงขึ้น เหมาะแก่การสร้างสปอร์และการหมุนเวียนของเชื้อ ควรขยายพื้นที่กกอย่างเหมาะสมตลอด 3-4 สัปดาห์แรกเพื่อให้มีพื้นที่กินอาหารและน้ำเพียงพอ
การจัดการวัสดุรองพื้นให้มีความชื้นที่พอดีเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ควรควบคุมการระบายอากาศไม่ให้แกลบแห้งหรือแฉะเกินไป สามารถทดสอบได้ง่ายๆ โดยการกำแกลบในมือ หากกำแล้วรวมตัวเป็นก้อนหลวมๆ ถือว่าเหมาะสม
อุณหภูมิโรงเรือนที่สูงหรือต่ำเกินไป ก๊าซแอมโมเนียสูง หรือฝุ่นหนาแน่น ล้วนเป็นสัญญาณชี้วัดว่าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะทั้งต่อตัวไก่และการสร้างสปอร์ของเชื้อบิด
การติดตามผลเป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อประเมินปฏิกิริยาหลังทำวัคซีนและการหมุนเวียนของเชื้อ ควรนำไก่สุขภาพดีมาผ่าซากชันสูตร (Necropsy) ในช่วงอายุ 7 ถึง 28 วัน พร้อมทั้งส่งตรวจนับจำนวนไข่บิดต่อน้ำหนักมูล 1 กรัม (OPG) ในห้องปฏิบัติการ หากพบว่าเชื้อไม่ได้หมุนเวียนตามปกติ ให้กลับไปทบทวนโปรแกรมวัคซีนและการจัดการฟาร์ม
ปัจจัยแทรกซ้อนที่ต้องระวัง เช่น ภาวะกดภูมิคุ้มกันจากโรคอื่น (เช่น IBD, Marek’s, CAV) สารพิษจากเชื้อรา (Mycotoxins) การกกที่หนาวเกินไป พื้นที่กินอาหารไม่พอ หรือโภชนาการไม่ถูกต้อง ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เชื้อบิดขยายพันธุ์มากเกินไปจนเกิดการก่อโรคเมื่อไก่โตขึ้น
การเปลี่ยนสูตรอาหารหรือรูปแบบอาหารทันทีอาจรบกวนระบบทางเดินอาหารและลดการพัฒนาภูมิคุ้มกันโรคบิด ควรใช้วิธีค่อยๆ ผสมเปลี่ยนสูตรอาหารเพื่อลดผลกระทบ
ความสำเร็จของโปรแกรมวัคซีนโรคบิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัววัคซีนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพการจัดการในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของชีวิตไก่ การดูแลพัฒนาการทางเดินอาหาร สภาพแกลบ และการหมุนเวียนของวัคซีนอย่างใส่ใจ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ฝูงสัตว์มีสุขภาพดีและให้ผลผลิตสูงสุด
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.aviagen.com หรือสแกน QR code









